สิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี โดยพระตถาคต


สิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี โดยพระตถาคต


ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีแก่เธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งที่ไม่ดีเป็นไฉน
การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดเท็จ
การพูดส่อเสียดการพูดคำหยาบ การพูดเพ้อเจ้อ ความอยากได้ของผู้อื่น
ความมุ่งร้าย ความเห็นผิดนี้เรียกว่าสิ่งที่ไม่ดี

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งที่ดีเป็นไฉน
การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูดส่อเสียด งดเว้นจากการพูดคำหยาบ งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ความไม่อยากได้ของผู้อื่น ความไม่มุ่งร้าย ความเห็นชอบ นี้เรียกว่าเป็นสิ่งที่ดี
พระไตรปิฎก ฉบับบาลีสยามรัฐ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๒๔
พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต
หน้าที่ ๒๔๗หัวข้อที่ ๑๖๗

*การประพฤติผิดในกามคือประพฤติผิดในหญิง ซึ่งมารดารักษา บิดารักษา พี่น้องชาย พี่น้องหญิงหรือญาติรักษา อันธรรมรักษา เป็นหญิงมีสามี หญิงอยู่ในสินไหม โดยที่สุดแม้หญิงอันเขาหมั้นไว้ (ด้วยการคล้องพวงมาลัย) เป็นผู้ประพฤติผิดจารีตในรูปแบบเหล่านั้น

*ผู้มีปกติกล่าวเท็จคือไปสู่สภาก็ดี ไปสู่บริษัทก็ดี ไปสู่ท่ามกลางหมู่ญาติก็ดีไปสู่ท่ามกลางศาลาประชาคมก็ดี ไปสู่ท่ามกลางราชสกุลก็ดีอันเขานำไปเป็นพยาน ถามว่า “บุรุษผู้เจริญ ! ท่านรู้อย่างไรท่านจงกล่าวไปอย่างนั้น” ดังนี้, บุรุษนั้น เมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็น เมื่อเห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น,เพราะเหตุตนเอง เพราะเหตุผู้อื่นหรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสไรๆ ก็เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่

*ผู้มีวาจาส่อเสียด คือฟังจากฝ่ายนี้แล้วไปบอกฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ หรือฟังจากฝ่ายโน้นแล้วมาบอกฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เป็นผู้ทำคนที่สามัคคีกันให้แตกกันหรือทำคนที่แตกกันแล้วให้แตกกันยิ่งขึ้น พอใจยินดี เพลิดเพลินในการแตกกันเป็นพวก เป็นผู้กล่าววาจาที่กระทำให้แตกกันเป็นพวก

*ผู้มีวาจาหยาบ อันเป็นวาจาหยาบคายกล้าแข็ง แสบเผ็ดต่อผู้อื่น กระทบกระเทียบผู้อื่น แวดล้อมอยู่ด้วยความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เขาเป็นผู้กล่าววาจามีรูปลักษณะเช่นนั้น

*ผู้มีวาจาเพ้อเจ้อ
คือเป็นผู้กล่าวไม่ถูกกาลไม่กล่าวตามจริง กล่าวไม่อิงอรรถ ไม่อิงธรรม ไม่อิงวินัยเป็นผู้กล่าววาจาไม่มีที่ตั้งอาศัย ไม่ถูกกาละเทศะ ไม่มีจุดจบไม่ประกอบด้วยประโยชน์

*ผู้มีจิตพยาบาท(ความมุ่งร้าย) มีความดำริในใจเป็นไปในทางประทุษร้ายว่า “สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้จงเดือดร้อนจงแตกทำลาย จงขาดสูญ จงพินาศ อย่าได้มีอยู่เลย

*ผู้มีความเห็นผิด มีทัสสนะวิปริตว่า“ทานที่ให้แล้ว ไม่มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว ไม่มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี, โลกนี้ ไม่มี, โลกอื่น ไม่มี, มารดา ไม่มี, บิดา ไม่มี,โอปปาติกะสัตว์ ไม่มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้ว ปฏิบัติแล้วโดยชอบถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่นด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็ไม่มี

*ผู้มีความเห็นถูกต้อง มีทัสสนะไม่วิปริตว่า “ทานที่ให้แล้ว มี (ผล), ยัญที่บูชาแล้ว มี(ผล), การบูชาที่บูชาแล้ว มี (ผล), ผลวิบากแห่งกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่ว มี,โลกอื่น มี, มารดา มี, บิดา มี, โอปปาติกะสัตว์ มี, สมณพราหมณ์ที่ไปแล้วปฏิบัติแล้วโดยชอบ ถึงกับกระทำให้แจ้งโลกนี้และโลกอื่น ด้วยปัญญาโดยชอบเอง แล้วประกาศให้ผู้อื่นรู้ ก็มี.



buddhakos.org

ตั้งใจตรงพระนิพพาน...โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ


ตั้งใจตรงพระนิพพาน


ทีนี้ถ้าหากว่าก่อนที่เราภาวนา หรือก่อนที่จะอาราธนาพระก่อนที่จะบูชาพระ ให้จิตคิดว่าการเกิดมันเป็นทุกข์อย่างนี้เราไม่ต้องการมันอีก การเกิดเป็นเทวดาหรือพรหมหรือนางฟ้าก็ดีมีความสุข เมื่อหมดบุญวาสนาบารมีก็มีความทุกข์ใหม่เราไม่ต้องการมันอีก เราต้องการพระนิพพานอย่างเดียว ตั้งใจตรงอย่างนี้เฉพาะพระนิพพาน

หลังจากนั้นก็บูชาพระหรืออาราธนาพระ หรือภาวนาว่าพุทโธก็ใช้ได้ อย่างนี้หากว่าท่านตายเมื่อไหร่เวลานั้นจิตจะตัดจากกิเลส กิเลสทั้งหมดจะไม่เข้ามาสิงใจ เพราะว่าการป่วยของท่านมันมีแต่ทุกข์เวทนา อืดที่โน่น เสียดที่นี่ ปวดที่นั้น มันหาความสุขไม่ได้ เวลานั้นความต้องการในร่างกายของเราไม่มี กิเลส 4 ประการ คือ
ความรักในระหว่างเพศ ไม่มีในเวลาป่วยหนัก
ความโลภ อยากได้ทรัพย์สมบัติ ไม่มีในเวลาป่วยหนัก
ความโกรธ คิดจะฆ่าใคร ไม่มีในเวลาป่วยหนัก
ความหลง ในร่างกาย ไม่มีในเวลาป่วยหนัก

ก็ชื่อว่ากิเลสทั้ง 4 ประการไม่สามารถจะผูกใจเราได้ ถ้าจิตใจเรามีความพอใจในพระนิพพานอยู่ แล้วมั่งคงในพระไตรสรณคมน์ เวลานั้นอารมณ์ก็จะตัดจากกิเลส จิตก็ว่างจากกิเลส จิตไม่มีความพอใจในร่างกาย เราก็จะเป็นพระอรหันต์ ในเมื่อเป็นอรหันต์ก็จะนิพพานทันที ยากไหม ไม่ยากนะ ความจริงการเป็นพระอรหันต์นี่มันเป็นกันไม่ยากแต่ว่าที่ยากเพราะอะไร เพราะเราไม่อยากเป็น อย่างฉันเป็นต้น ใช่ไหม ฉันเป็นพระกังหัน หมุนไปหมุนมา เดี๋ยวหมุนไม่ไหว ลุกก็ไม่ขึ้นแล้ว

การเป็นพระอรหันต์เราต้องดูที่พระพุทธเจ้าทรงสอน สอนอะไรไว้บ้าง
ในมหาสติปัฏฐานสูตรทั้ง 4 บรรพ แล้วทุกข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสอน ตอนท้ายวิปัสสนานาญาณ ตอนต้นเป็นสมถภาวนา ทุกข้อเหมือนกันหมด ให้ดูตอนข้อท้าย ตอนท้ายจะลงท้ายว่า

ท่านทั้งหลาย จงอย่าสนใจกายภายในและกายภายนอกคือว่าร่างกายของคนอื่น
และจงอย่าสนใจทุกๆ อย่างในโลก ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกอย่าสนใจ
นี่เป็นอารมณ์พระอรหันต์ ก็รวมความว่า การเป็นอรหันต์ตัดที่ร่างกายตัวเดียว ตัดร่างกาย ตัดร่างกายเรา ไม่ใช่ร่างกายคนอื่น

เอาล่ะญาติโยมพุทธบริษัท เวลาก็หมดแล้ว ต่อนี้ไปทุกคนตั้งใจสมาทานศีล สมาทานกรรมฐานสวัสดี


โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หนังสือ คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่มที่22 หน้า107-108คัดมาบ้างส่วน



แง่คิดดีๆจากคนตาบอดถึงคนตาดีๆ



การให้ทานที่จะได้บุญมาก


การให้ทานที่จะได้บุญมาก


พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ก่อนอื่นจะต้องทำให้ทานนั้นครบองค์ ประกอบ 4 ประการดังนี้ คือ

1. วัตถุบริสุทธิ์ ได้แก่ สิ่งที่จะให้ทานต้องเป็นของที่เกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง ไม่ได้คดโกงใครเขา

2. เจตนาบริสุทธิ์ ได้แก่ มีความตั้งใจที่จะให้ทาน เพื่อกำจัดความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัว ฆ่าความโลภให้สิ้นไป ไม่ได้หวังลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นเครื่องตอบแทน แต่มีความตั้งใจที่จะเสียสละ ให้เกิดเป็นบุญกุศลจริงๆ และการหวังได้บุญ ไม่ใช่เป็นความโลภนะ ขอให้พิจารณาแยกแยะกันให้ดี

3. ผู้ให้บริสุทธิ์ คือ ตัวผู้ให้ทานเองต้องมีศีล 5 เป็นอย่างน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก่อนให้ก็มีจิตใจผ่องใส ชื่นบาน เมื่อกำลังให้ จิตใจก็ผ่องใสอยู่ หลังจากให้แล้ว ก็มีความยินดี ไม่นึกเสียดายเลย

4. ผู้รับบริสุทธิ์ เช่น ถ้าเป็นพระภิกษุ ก็เป็นพระภิกษุที่หมดกิเลส หรือเป็นพระอรหันต์แล้ว ซึ่งจะทำให้ได้บุญมากเป็นพิเศษ และได้บุญทันตาเห็น คือได้รับผลของทานคือบุญในชาตินี้ ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า หรืออย่างน้อยแม้ท่านจะยังไม่หมดกิเลส ก็ต้องเป็นพระภิกษุที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ เพื่อความหมดกิเลส ถ้าผู้รับเป็นคฤหัสถ์ ก็ต้องเป็นคฤหัสถ์ที่มีศีลธรรมอันดี

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักในการให้ทานไว้อย่างรอบคอบ และยังมีส่วนที่ลุ่มลึกไปตามลำดับอีกด้วย

กรณีตัวอย่างผลของการให้ทานของบางคน ที่ทรงเล่าประทานแก่พระสงฆ์สาวกของพระองค์อยู่บ่อยๆ เราพบว่าบุญที่เกิดจากการถวายทานจะมีผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของการทำทานทั้ง 4 ส่วน ว่าบริสุทธิ์มากน้อยแตกต่างกันอย่างไร

ถ้าบริสุทธิ์มาก ก็ได้บุญมาก โดยเฉพาะถ้าบริสุทธิ์ มั่นคงมุ่งตรงต่อมรรคผลนิพพานแล้ว จะได้ผลเป็นบุญมากเป็นพิเศษ ชนิดได้ผลทันตาเห็นทีเดียว อยากให้พวกเราไปหาพระไตรปิฎกมาอ่าน ในส่วนที่เป็นพระสุตตันตปิฎก แล้วลองสังเกตดูว่าเป็นอย่างที่หลวงพ่อตั้งข้อสังเกตไว้หรือเปล่านะ



ที่มา : www.dmc.tv

กรรมฐานทำไม่ยาก ที่ยากเพราะไม่เข้าใจ




คำสอนพระราชพรหมยาน
(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

......................................................


การที่จะได้ดีหรือไม่ได้ดี มันอยู่ที่ความจริงใจของเราเท่านั้น การเจริญพระกรรมฐานที่บอกว่าทำแล้วไม่ได้ดี ก็เพราะคนเราหาความจริงไม่ได้นั่นเอง ไม่ใช่มีอะไรยากลำบากที่ไหน เป็นของธรรมดา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงหาอะไรมาสอนเรา นอกจากนำกฎธรรมดาที่เรามีอยู่ ให้เรามาใช้ปฏิบัติให้ถูกทางเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาธิจิต เราก็ใช้กันอยู่เป็นปกติ แต่ว่าองค์สมเด็จพระชินศรีเห็นว่า สมาธิแบบนั้นเป็นโลกียสมาธิ ไม่เป็นทางหมดทุกข์

องค์สมเด็จพระบรมครูต้องการให้เรามีความสุข จึงให้ใช้สมาธิด้านกุศลจิต คิดหากุศลเข้าใส่ใจไว้เป็นประจำ ให้จิตมันจำไว้เฉพาะด้านกุศลอย่างเดียวจนเป็นเอกัคตารมณ์

เมื่อจิตทรงสมาธิได้ดีแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วก็สอนวิปัสนาญาน มีอริยสัจ เป็นต้น ให้พิจารณาเห็นทุกข์ เหตุแห่งความทุกข์ที่มันจะมีขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัยตัณหา มีความผูกพันในร่างกาย ซึ่งมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราก็วางร่างกายเสีย เพื่อพระนิพพาน.




ที่มา
dhammajak

พระแปลกๆ

เอามา ให้ดู เน้นว่า ให้ดู

หลวงพ่อโก๊ะ วัดเก้าห้อง พิมพ์ซ้อนมอไซค์ จ.อยุธยาหลวงพ่อโก๊ะ วัดเก้าห้อง พิมพ์ซ้อนมอไซค์ จ.อยุธยา

เหรียญหลวงพ่อโก๊ะ พิมพ์ซ้อนมอร์ไซค์

พระเจ้าเข้านิพพานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารหรือวัดใหญ่จ.พิษณุโลก

พระปางปิดหู (ไม่ใช่คันหู) วันดอนเจดีย์ สุพรรณบุรี

พระปางนอนหงาย วัดพระนอน สุพรรณบุรี

พระปางพยาบาล

นี่คือชื่อปางนี้ ครับ

รู้สึกจะเป็น ปางทางมหายานม่ะอ่ะ

เอ่อ คือ จะเมพ ไปถึงไหน

พระพุทธรูปที่ดี ย่อมนำมนุษย์ให้ศรัทธาในความดีได้

คาถาแคล้วคลาด

พุทธาอะนุนามะริยาสุขังเขยเย พุทธาอะนินาสุหะลาลิสังเขยเย พุทธาริโยเคมะกุลักขะกัปปะเก วันทามิเตสุระนะรักกะเมสะเม

ให้ท่องคาถานี้ ๓ จบเวลาต้องการให้แคล้วคลาดในสิ่งใดๆที่อาจเป็นอันตราย หรือเสี่ยง เช่นก่อนเดินทางไกลหรือขึ้นเครื่องบิน

กิเลสกับความดี มักจะมาคู่กันเสมอ



กิเลสกับความดี มักจะมาคู่กันเสมอ


ถาม : (กิเลส) บางทีก็บางมาก จนจับไม่ได้ว่าเป็นกิเลส

ตอบ : มีอยู่สมัยหนึ่ง พระท่านทำภาพให้ดู กิเลสบางตัวเราไม่นึกว่าจะมีอยู่ แต่ก็มี เพียงแต่ว่าบางมากจนเราสาวไปไม่ถึง ท่านก็เมตตาทำให้ดู แหม..เหมือนกับหนูซุกอยู่ในรู ไม่กระดุกกระดิกอะไร เงียบอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วกิเลสนั้นยังไม่ตาย ยังอยู่เต็มๆ เลย แต่ว่าไปแอบซ่อนอยู่อย่างมิดชิด พร้อมที่จะอาละวาดทันทีที่เราเผลอ..!

ถาม : บางทีกิเลสบางตัวหน้าตาคล้ายๆ เรา

ตอบ : อาตมาเคยเล่าให้ฟังว่า กิเลสกับความดีนั้นก้าวซ้อนมารอยเดียวกัน หน้าตาเหมือนกันเลย เพียงแต่สำคัญตรงก้าวสุดท้าย ว่าจะพาเราไปทางไหน ?

เคยยกตัวอย่างชัดที่สุดก็คือ เรื่องของการถวายสังฆทาน สมัยที่อาตมาอยู่วัดท่าซุง พอได้ปัจจัยมาจากการที่โยมถวายหรือการสวดมนต์ก็ดี ถึงเวลาก็จะรวบรวมไปถวายหลวงพ่อวัดท่าซุงเป็นสังฆทาน

สังฆทานที่วัดท่าซุง จะมีชุดละ ๑๐๐ บาท ชุดละ ๕๐๐ บาท ชุดละ ๑,๐๐๐ บาท ชุดละ ๒,๐๐๐ บาท หลวงพ่อท่านจะมอบวัตถุมงคลให้ตามราคา อาตมาตั้งใจว่าถ้าได้เงินมาจะเอาไปถวายสังฆทาน พอรวมแล้วได้เกิน ๑๐๐ บาท ก็คิดว่า เดี๋ยวรอให้ถึง ๕๐๐ บาท ค่อยเอาไปถวายชุดที่ใหญ่กว่า

แทนที่จะได้ ๕๐๐ บาท กลับเป็น ๗๐๐-๘๐๐ บาท เออ..ได้ชุดละ ๑,๐๐๐ บาท ค่อยไปถวาย เป็นอย่างนี้หลายครั้งด้วยกัน จนวันนั้นบังเอิญไปเห็นหน้าตากิเลสเข้า ใจหายวาบเลย ที่ใจหายวาบก็คือ ถ้าเราตายเสียก่อน แม้แต่ชุดละร้อยเดียวก็ไม่ได้ถวาย กิเลสหลอกเราได้ขนาดนั้น..!

กิเลสกับความดีจะขี่คอกันมาเลย เพียงแต่ว่าก้าวสุดท้ายกิเลสจะดึงเราลง ส่วนความดีจะพาเราขึ้น แค่นั้นเอง ทั้งๆ ที่การทำความดีแบบนั้นกิเลสยังหลอกเราได้

ถาม : เป็นกิเลสประเภทไหน เป็นโลภะกลายๆ หรือเปล่า ?

ตอบ : มีทั้งส่วนของ โลภะ และ โมหะ ด้วย โลภะ คือ อยากได้บุญมากขึ้น โมหะ คือ รู้ไม่เท่าทัน ให้กิเลสหลอกเราได้..สุดยอดจริงๆ กิเลสกับความดีหน้าตาเหมือนกันทุกอย่างเลย โดยเฉพาะหน้าตาเหมือนกับเรานี่แหละ..!

ถาม : แล้วเราจะรู้ทันได้อย่างไร ?

ตอบ : ซักซ้อม สติ สมาธิ ปัญญาให้มากๆ ไว้ จะรู้เท่าทันกิเลสได้เร็วขึ้น ไม่อย่างนั้นมักจะถูกพาไปหลายกิโลกว่าที่เราจะรู้ตัว


สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๔





ขอบคุณบทความจาก วัดท่าขนุน

ผู้มีศีล-ไม่กลัวเสือ ไม่กลัวตาย



ผู้มีศีล-ไม่กลัวเสือ ไม่กลัวตาย


การปฏิบัติธรรมนั้นมีหลายขั้นหลายภูมิ ที่กล่าวมาเหล่านี้เป็นขั้นทั่วๆ ไป ส่วนมากเป็นทางฝ่ายฆราวาส ทางด้านฝ่ายพระนั้นเน้นหนักลงทางศีลทางสมาธิทางปัญญา ให้เห็นสดๆ ร้อนๆ ภายในจิตใจ

ศีลเป็นยังไงศีลของผู้รักษาบำเพ็ญจริงๆ ศีลจะเป็นเครื่องอบอุ่นใจมากทีเดียว ไปอยู่ในป่าในเขาไม่กลัวสัตว์กลัวเสือ เพราะแต่ก่อนเสือชุมมากทีเดียว ไปที่ไหนมีแต่สัตว์แต่เสือทั้งนั้น ผู้มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วไม่กลัว ตายก็จะไปสวรรค์ทันทีเป็นที่แน่อยู่ภายในจิตใจ นี่ละศีลเป็นคุณค่าแห่งความเย็นใจปรากฏแก่ตัวของเราเอง

จากนั้นก็สมาธิคือความสงบเย็นใจ พยายามบำเพ็ญภาวนาพุทโธ ธัมโม สังโฆ บทใดก็ตาม อานาปานสติก็ตาม ให้พยายามบำเพ็ญ คำว่าพุทโธกระเทือนถึงพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์เป็นของน้อยเมื่อไร ธัมโมก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าตรัสรู้-ตรัสรู้ธรรมทั้งนั้นกระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ สังโฆพระสาวกของพระพุทธเจ้ากี่พระองค์กระเทือนไปหมดเลย

บริกรรมคำว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆ จึงเป็นของอัศจรรย์มาก ให้เรานำนี้มาภาวนา วันหนึ่งๆ อย่าให้ขาดจากการภาวนา อย่างน้อยให้ได้สัก ๕ นาทีก็ยังดี ถ้าให้พอดิบพอดีเราเสมอต้นเสมอปลายไปธรรมดานี้วันหนึ่งได้ ๑๐ นาทีก็พอดีละ

เรียกว่าร้อยนาทีนั้น ๙๐ นาทีให้กิเลสเอาไปกินเสีย เราแบ่งเอาเสียวันละ ๑๐ นาที แล้วทีนี้น่าคิดอีกนะว่ามันพอกันไหมล่ะ วันหนึ่งเราได้ ๑๐ นาทีกิเลสเอาไป ๙๐ นาทีๆ นี้สมควรแล้วเหรอ นี่จะทำให้เราได้ขยับตัวของเราขึ้นไปเรื่อยๆ และสำรวมระวังความดีความชั่วภายในจิตใจของตัวเอง ที่จะแสดงออกในที่แห่งเดียวกันได้มากขึ้นๆ สุดท้ายจิตใจก็เป็นศีลเป็นธรรม

: หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
แสงธรรมส่องใจ


ลายแทงแห่งความสุข (ท่าน ว.วชิรเมธี)

หันมาสำรวจตัวเองกันบ้าง



“ความสุข“ หาได้ ต้องไม่พยายาม



การตั้งเป้าหมายว่า "ฉันจะมีความสุข" รังแต่จะทำให้มีความทุกข์เปล่าๆ

โดยการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้จากมหาวิทยาลัยแห่งเดนเวอร์ พบว่า สาวๆ ที่เห็นว่าความสุขสำคัญที่สุดในชีวิต กลับซึมเศร้าและมีความสุขน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสุขมากนัก (แปลกมั้ยล่ะคะ)

ผศ. จิตวิทยา ไอริส เมาส์ นักวิจัยชี้ว่า คนในกลุ่มแรกจะตั้งมาตรฐานชีวิตไว้สูง ทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองไม่ดีพอ แต่เธอก็ยังเห็นว่าการหาความสุขเป็นเรื่องสำคัญ เพียงแต่เราสามารถหาความสุขได้หลายทางที่ไม่ต้องทำลายตัวเองเป็นพอ


FW

จิตผู้รับใช้ หรือ จิตผู้จัดการ




การทำงานคือการปฏิบัติธรรม แล้วทำงานอย่างไรจะลดกิเลสได้คะ?

๑. การทำงานนั้น ถ้าทำงานไปแล้วมีแต่หนักหน้าไปเรื่อยๆ ก็แสดงว่าน่าจะผิดทาง แต่ถ้าทำงานไปแล้วมี แต่กาย เบา จิตเบาขึ้น เพราะเชี่ยวชาญชำ นาญขึ้น แม้งานจะมากขึ้นก็ตาม นั่นก็แสดงว่าถูกทางแล้ว

สาเหตุที่ทำให้งานหนักงานเบา เกิดจากปัจจัยหลายด้านด้วยกัน เช่น ถ้าทำงานโดยจมไปกับงานเป็น กัมมรามตา อย่างบางคนดูแลโรงครัว ก็จะกลายเป็นเจ้าแม่โรงครัว พยายามที่จะบังคับให้คนวางชาม วางถ้วย วางช้อน อย่างที่ตัวเอง ยึดเอาไว้ จนลืมวางใจ จนลืมเจริญเมตตากายกรรม เจริญเมตตาวจีกรรม เจริญเมตตามโนกรรม ปล่อยให้ "อัตตา" เจริญรุ่งเรืองอย่างเดียว อันนี้ก็ทำให้งานเราหนัก และก็ขาดความเจริญในธรรม

๒. งานจะหนักถ้าเราไม่ได้ลดความสำคัญของตัวเอง ปกติทางภาคอีสานจะมีสำนวนที่พูดติดปากก็คือ "แล้วแต่หมู่" แต่คนที่ให้ความสำคัญกับตัวเองก็จะมีแต่ "แล้วแต่กู!" โดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ถ้าไม่ได้ อย่างที่ใจฉันกำหนด -ใจฉันต้องการ ก็เลิกกันไปเลย อันนี้ก็เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้งานหนัก เพราะว่าไม่ได้ลด ความสำคัญของตนลงเอา อัตตาธิปไตย เอาตัวเองเป็นใหญ่ ประเด็นนี้ก็ทำให้งานหนัก เพราะไม่ได้ลด ความสำคัญ ของตนลงไป

ดังนั้นคนจะทำงานเบาได้เราก็คงต้องตั้งจิตเป็นผู้รับใช้มากกว่าที่จะตั้งจิตเป็นผู้จัดการ หรือ เลือกทำงาน ประเภท ที่จะได้หน้าได้ตา เพื่อหวังเจริญในอัตตา หรือเจริญในโลกธรรม

บางคนระบายออกมาว่าเสียความรู้สึกมากๆ ที่มีความตั้งใจจะช่วยงานพ่อท่านอย่างแรงกล้า แต่ก็ถูกขัดขวาง ไม่ให้ เขาทำงาน เช่น การออกทีวี อย่างนี้เป็นต้น ก็น่าเห็นใจ ว่างานที่จะช่วยพ่อท่าน มีมากมาย เช่น ช่วยล้างถ้วย ล้างชาม ทำ ๕ ส. เก็บขยะ แต่บางคนก็มีปัญญา เข้าใจแต่เพียงว่า ตัวเองเหมาะ ที่จะได้ออกทีวี เท่านั้น ก็เป็นการที่ไม่รู้ตัว และคัญตัว มากเกินไป จนไม่ได้พยายามที่จะลด ความสำคัญของตัวเอง ซึ่งปัญหาของ ชาวอโศก ที่พ่อท่านหนักอยู่ ทุกวันนี้ก็คือว่า แต่ละคนทำงานกันไปแล้ว ไม่สามารถลด ความสำคัญ ของตัวเองลงไปได้ จึงไม่เกิดความอบอุ่น มีแต่ความขัดแย้ง หรือมุ่งที่จะเอาชนะ คะคานกัน



ขอบคุณ : asoke.info

เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร



เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร


ในสมัยโบราณ มีหนุ่มใหญ่คนหนึ่งเกิดในตระกูลซามูไร
มีนามว่า เซ็นไก เมื่อเขาศึกษาวิชาการและจริยธรรมของ
ซามูไรจบแล้ว ไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อารักขาขุนนางผู้หนึ่ง
เขาเป็นหนุ่มรูปงาม จึงเป็นที่ต้องตาต้องใจของภรรยาขุนนาง
เธอทอดสะพานให้ จนหนุ่มเซ็นไกลืมตัว ลืมหน้าที่
ลักลอบเป็นชู้กับภรรยาขุนนาง ต่อมาขุนนางผู้เป็นสามีจับได้
เซ็นไกจึงฆ่าขุนนางผู้นั้นเสีย แล้วพาภรรยาของเขาหนีไป
เมื่ออยู่ด้วยกัน ความรักเริ่มจืดจาง เป็นเหตุให้แหนงหน่าย
และแยกทางกัน เซ็นไกต้องอยู่อย่างเดียวดาย
และเริ่มมองเห็นความผิดของตนเอง สำนึกบาปของตน
รำพึงว่า ทำอย่างไรหนอจึงจะลบล้างบาปกรรมอันนี้ได้

วันหนึ่งเซ็นไกผ่านมาที่ภูเขาสูงชันลูกหนึ่ง
ประชาชนที่จำเป็นต้องสัญจรผ่านภูเขาลูกนี้
ต้องเสี่ยงอันตรายปีป่ายข้ามไป
เขาจึงตกลงใจเจาะภูเขาเพื่อเป็นทางสัญจร
เขาทำด้วยความเหนื่อยยาก ทำเพียงลำพังผู้เดียว
แต่จิตใจเต็มไปด้วยความสุข เพราะเขาเห็นว่าสิ่งที่เขาทำ
แม้ยากลำบาก แต่ผลที่ได้คือประโยชน์ของคนจำนวนมาก

บุตรของขุนนางที่ถูกฆ่า บัดนี้เป็นหนุ่มใหญ่และเป็นซามูไร
เที่ยวตามหาเซ็นไก เพื่อแก้แค้นแทนบิดา เมื่อมาพบเขาที่นี่
จึงลงมือจะแก้แค้น เซ็นไกขอร้องวิงวอนว่า
อย่าเพิ่งทำลายทางแห่งบุญโดยเอาชีวิตเขาในตอนนี้เลย
ขอเวลาอีก 2 ปี เมื่อเจาะภูเขาเสร็จแล้ว
ก็จะขอชดใช้ด้วยชีวิต

ซามูไรหนุ่มเห็นว่า คำขอร้องมีเหตุผล และเห็นว่าเซ็นไก
ไม่มีทางหนีรอดไปได้ จึงตกลงรอคอย ขณะที่รอก็ดูการทำงาน
เจาะภูเขาของเซ็นไกจนเกิดความเห็นใจ และในบางครั้ง
ซามูไรหนุ่มก็ลงมือช่วยทำงานด้วย เมื่องานเจาะภูเขาลุล่วง
ต่อไปก็เหลือแต่งานแก้แค้น เซ็นไกนั่งขัดสมาธิก้มหน้า
ก้มคอลงเพื่อให้ซามูไรหนุ่มใช้ดาบฟัน แต่แล้วซามูไรหนุ่ม
ก็กลับเก็บดาบเข้าฝัก ทรุดตัวลงเบื้องหน้าเซ็นไก

..... .....
กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะฆ่าครูของข้าพเจ้าได้อย่างไร”
เพราะในช่วงเวลา 2 ปี ที่เฝ้าดู ซามูไรหนุ่มได้บทเรียน
แห่งการใช้ชีวิตว่า คนที่เคยชั่วเมื่อเขาสำนึกชั่วแล้ว
มิใช่ว่าจะกลับมาเป็นคนดีไม่ได้ ควรให้โอกาสแก่ผู้ซึ่ง
กลับตัวเป็นคนดี ไฟพยาบาทที่อยู่ในจิตใจ
ของซามูไรหนุ่มมานานจึงดับมอดลง ใจของเขาสว่าง
เมื่อรู้จักให้อภัย และเข้าใจว่าเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร





โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี


คนยากจน Vs คนจนยาก


ถ้าลองสังเกตุดู เราจะพบว่ามนุษย์ส่วนใหญ่มักไม่สนใจ ทำทาน และคงจะเป็นเช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทุกมุมโลกมีคนจนอยู่มากมาย

เรื่องคนจนนี้ พระราชภาวนาวิสุทธิ์ ( หลวงพ่อ ธัมมชโย ) เคยแบ่งไว้ 3 ประเภท ดังนี้


1. คนยากจน หมายถึง คนที่ในอดีดถูกความตระหนี่เข้าครอบงำ วิบากแห่งความตระหนี่จึงผลักสมบัติออกไป ทำให้ลำบากยากจน ดังตัวอย่างเรื่องราว ของพระโลสกติสสเถระ ดังนี้

พระโลสกติสสเถระ เกิดในตระกูลชาวประมง วันที่ท่านเกิดชาวประมงในหมู่บ้านหาปลาไม่ได้แม้แต่ตัวเดียว ต่อมาไฟไหม้หมู่บ้าน 7 ครั้ง ชาวบ้านถูกพระราชาปรับสินไหม 7 ครั้ง มารดาท่านก็หากินฝืดเคือง จึงให้ท่านแยกไปหากินเอง เมื่ออายุ 7 ขวบ ท่านเลือกเก็บข้าวที่เขาทิ้งไว้ เอามากินทีละเม็ด
เมื่ออุปสมบทแล้วเวลา บิณฑบาต ได้ข้าวต้มมาแค่กระบวยเดียว ชาวบ้านก็มองเห็นว่ามีข้าวเต็มบาตร ต่อมา ท่านบำเพ็ญเพียรจนบรรลุอรหัตผล ในวันปรินิพพาน พระสารีบุตรพาท่านไปบิณฑบาต แต่ไม่ได้อะไรเลย แม้แต่คนยกมือไหว้ก็ไม่มี พระสารีบุตรจึงไปบิณฑบาตมาให้และช่วยถือบาตร เอาไว้ขณะท่านฉัน เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยให้บาตรจากมือ ในบาตรจะไม่มีอะไรเหลืออยู่

พระพุทธเจ้า ตรัสถึงบุพกรรมของท่านว่า ในอดีดท่านเคยเป็นภิกษุเจ้าอาวาส มีชาวบ้านฝาก ภัตตาหาร ใส่บาตรมาให้พระอาคันตุกะ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ แต่ท่านเอาภัตตาหารไปเทใส่กองไฟ ท่านทำลายภัตตาหารของพระอรหันต์ และทำลายการทำทานของชาวบ้าน ด้วยความอิจฉาและความตระหนี่ หวงแม้แม้กระทั่งของที่ไม่ใช่ของตัวเอง จึงต้องไปรับกรรมใน นรก หลายแสนปีเมืองนรก จากนั้นไปเกิดเป็นยักษ์และสุนัขหลายร้อยชาติ แต่ละชาติได้กินอิ่มก่อนตายเพียงมื้อเดียว


2. คนอยากจน หมายถึง คนที่ดำเนินชีวิตด้วยความประมาท ตระหนี่หวงแหนทรัพย์ไม่ได้สั่งสมทานกุศล แม้มีทรัพย์มากก็ไม่ยอม ให้ทาน เพราะกลัวทรัพย์จะหมดไป วิบากกรรมแห่งความตระหนี่ทำให้ต้องไปเป็นคนยากจน จึงเรียกว่า คนอยากจน ดังตัวอย่างเรื่องของอานันทเศรษฐี ดังนี้

อานันทเศรษฐีมีทรัพย์ 80 โกฎิ เป็นคนตระหนี่ และสอนบุตรชื่อมูลสิริให้ตระหนี่ด้วย เมื่อเศรษฐีตายไป วิบากกรรมตระหนี่ ทำให้ใจหม่นหมอง จึงไปบังเกิดเป็นลูกคนจัณฑาล ขณะอยู่ในท้องแม่ แม่หาเงินไม่ได้เลย อาหารจะกินก็ยังไม่ค่อยมี ตระกูลคนจัณฑาลทั้งพันตระกูลในหมู่บ้าน ที่ทำมากินด้วยการรับจ้าง ก็ไม่ได้ค่าจ้างอีกเลย ได้อาหารแค่พอยังชีพเท่านั้น

เมื่ออดีตเศรษฐีคลอดออกมาก็มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียด เหมือนปีศาจคลุกฝุ่น เมื่อเติบโตพอเดินได้ แม่พาไปหากินไม่เคยได้อะไรเลย ชีวิตเต็มไปด้วยความฝืดเคือง แม่จึงให้แยกไปหากินเอง ต่อมาเดินผ่านบ้านที่เคยเกิดเป็นอานันทเศรษฐีก็ระลึกชาติได้ จึงเดินเข้าไปในบ้านที่เคยเป็นของตน

มูลสิริบุตรเศรษฐีก็สั่งให้คนโยนเขาออกมาจากบ้าน พระศาสดา เสด็จบิณฑบาตผ่านมา ตรัสว่า เด็กคนนี้ คือ อานันทเศรษฐี และเขาได้พิสูจน์ตนเองด้วยการบอกขุมทรัพย์ 5 แห่ง ที่เคยฝังไว้ในบ้าน เมื่อครั้งเป็นอานันทเศรษฐีได้ถูกต้อง เพราะไม่รู้จักประโยชน์ของการทำทาน อยากจนโดยไม่ได้ตั้งใจ วิบากกรรมตระหนี่ จึง ออกแบบชีวิต ให้อานันทเศรษฐี ไปเกิดในท้องคนยากจน กลายเป็นคนจน ทันทีในชาติถัดไป

3. คนจนยาก หมายถึง คนที่จะกลับมาจนอีก เป็นไปได้ยาก เพราะหมั่นสั่งสมทานกุศลอยู่เป็นนิตย์ บุญ จากการให้ทานนี้ จะมีอานุภาพดึงดูดโภคทรัพย์สมบัติให้เกิดขึ้น เป็นเสบียงไว้ใช้ในระหว่าง เวียนว่ายตายเกิด ดังตัวอย่างเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ดังนี้

อนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นบุคคลอัศจรรย์ในสมัยพุทธกาล บริจาค ทานด้วยการสร้าง เชตวันมหาวิหาร ถวายเป็นที่ประทับของ พระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ เพื่อใช้เป็นที่เผยแผ่ พระพุทธศาสนา โดยซื้อที่ดินเป็นเงิน 18 โกฎิ ค่าก่อสร้างวิหาร 18 โกฎิ ค่าฉลองวิหารเป็นเวลา 9 เดือน 18 โกฎิ รวมทั้งสิ้น 54 โกฎิ ( ประมาณ 540 ล้านบาท )

อนาถบิณฑิกเศรษฐี รักการทำทานมาก ถวายภัตตาหาร น้ำปานะ แด่พระภิกษุสามเณรทุกวัน วันละ 2 เวลา เป็นอย่างน้อย ตลอดชีวิต ท่านได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ถือ ศีล 5 บริสุทธิ์
พระพุทธเจ้า ทรงยกย่องให้ท่านเป็นเลิศกว่าอุบาสก ทั้งหลายด้านการถวายทาน เมื่อละสังขารแล้วได้ไปเกิดใน สวรรค์ ชั้นดุสิต มีทิพยสมบัติอันโอฬาร ภพชาติ เบื้องหน้าจะสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ และคุณสมบัติ ความยากจนหรือตกต่ำใดๆ จะไม่บังเกิดขึ้นกับท่านอีก ตราบกระทั้งเข้าสู่นิพพาน

ทานของบุคคล 4 กลุ่ม

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสจำแนกความแตกต่างกันของบุคคล 4 กลุ่ม ที่มีพฤติกรรมในการทำทานแตกต่างกันไว้ดังนี้

1. ผู้ทำทานด้วยตนเอง แต่ไม่ชวนใครทำทานเลย จะร่ำรวยแต่ขาด บริวาร ทำสิ่งใดย่อมสำเร็จโดยยาก

2. ผู้ที่ชวนคนอื่นทำทาน แต่ตัวเองไม่ทำ จะยากจนแต่มีบริวาร พรรคพวก ญาติมิตรมากมาย

3. ผู้ที่ไม่ทำทานและไม่ชวนคนอื่น จะจนทั้งทรัพย์และบริวาร

4. ผู้ที่ทำทานด้วยตนเองและชวนผู้อื่นทำทานด้วย (เพราะอยากให้ผู้อื่นได้บุญ) จะรวยทั้งทรัพย์และบริวาร มีคนคอยสนับสนุนตลอดเวลา จะทำสิ่งใดก็สำเร็จได้โดยง่าย

คำว่า ทาน นี้โดยทั่วไปมักเข้าใจสับสนกับคำว่า บุญ เนื่องจากเรามักจะเรียกการถวายของแด่พระภิกษุว่า ทำบุญแต่เมื่อให้ของแก่คนยากจนหรือคนที่ด้อยก่าตน มักจะเรียกว่า ทำทาน





fwdder

เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ก็เพราะโกรธ



เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ก็เพราะโกรธ


..... ..... เรื่องนี้อาจเป็นประสบการณ์ของผู้ขับขี่รถยนต์
หลายๆ คนก็เป็นได้ แต่ที่ต้องมาเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์
ก็เพราะผู้ขับรถยนต์เป็น ดาราสาวที่มีชื่อเสียง
คืนวันเกิดเหตุ เธอได้ขับรถไปบนถนนเส้นทางสายสุพรรณบุรี
เธอขับด้วยความเร็วเนื่องจากขณะนั้นดึกแล้ว
ถนนว่างและสองข้างทางก็เปลี่ยว
แต่ขณะขับอยู่ก็ได้มีรถกระบะคันหนึ่งเลี้ยวออกมา
จากข้างทางตัดหน้ารถเธอไปอย่างหวุดหวิด

เธอโกรธจัด เลยพยายามเร่งเครื่องตามจะแซง
และบีบแตรไล่หลังคิดว่า จะสั่งสอน
ฝ่ายเจ้าของรถกระบะคงมองเห็นว่าเป็นผู้หญิง
ขับรถมาคนเดียว จึงแกล้งเหยียบเบรกอย่างกระทันหัน
จนรถของดาราสาวเข้าไปชนท้าย แล้วเธอก็ต้องตกใจ
กลัวเป็นอย่างมาก เมื่อมองเห็นว่ารถกระบะคันหน้านั้นมีผู้ชาย
อยู่ในรถ 4–5 คนด้วยกัน เธอนึกถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่อาจจะเกิดขึ้น

หากผู้ชายกลุ่มนี้หน้ามืดขึ้นมาหรือคิดจะแก้แค้น เธอจะทำอะไรได้
แต่ก็ยังโชคดีที่รถไม่เป็นอะไรมาก เธอจึงรีบออกรถแล้วขับหนีไป
จนเจอสถานีตำรวจ และได้เข้าแจ้งความเรื่องเลยกลายเป็น
ข่าวหนังสือพิมพ์ให้ชาวบ้านได้ทราบไว้เป็นบทเรียนว่า.........


อารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบที่ทำให้เราทำอะไรลงไป
อย่างขาดสติยั้งคิดนั้น อาจทำให้เกิดเรื่องร้ายแรง
ที่ต้องเสียใจไปตลอดชีวิตก็ได้

โดยเฉพาะเรื่องการแก้แค้น หรือเอาชนะกันบนท้องถนน
จุดจบของเรื่องมักไม่พ้นอุบัติเหตุที่ต้องสูญเสียด้วยกันทั้งนั้น


..... ..... มีเรื่องจริงที่ขอยกมาเป็นตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง คือ.....
เรื่องของ หนุ่มเจ้าโทสะ ที่ขับรถมาตามทางในซอยแคบๆ แห่งหนึ่ง
ในกรุงเทพ ซึ่งรถสวนกันไม่ได้ ระหว่างขับมาถึงทางแยก
ก็มีรถอีกคันหนึ่งเลี้ยวออกมา ทั้งๆ ที่ควรจอดรถชะลออยู่ก่อน
จึงทำให้อีกคันหนึ่งขับผ่านไปไม่ได้
รถสองคันจอดเผชิญหน้ากันอยู่สักครู่ ไม่มีใครยอมใครก่อน
หนุ่มเจ้าโทสะเกิดฉุนเฉียวหยิบปืนขึ้นมาคิดว่าจะขู่
แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็มีปืน เลยชักปืนขึ้นมายิงหนุ่มเจ้าโทสะ
จนเสียชีวิตคารถไปเลย

จริงๆ แล้วเรื่องร้ายแรงแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าคนเรารู้จัก
ระงับอารมณ์โทสะลงเสียบ้าง ไม่ต้องคิดจะเอาชนะกัน
และปล่อยวางเสียตั้งแต่แรก การขับรถบนท้องถนน
เป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีการกระทบกระทั่ง
ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา การที่เราจะใช้รถใช้ถนน
ให้มีความปลอดภัยนั้น นอกจากจะไม่ประมาทแล้ว

เราต้องเรียนรู้ที่จะให้อภัยแก่กัน
รู้จักระงับโทสะ ไม่ทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่
จะได้ไม่เกิดความเดือดร้อนเสียหายอย่างคาดไม่ถึงดังกล่าว



โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี


สอนใจตัวเองก่อน



สอนใจตัวเองก่อน


เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ เป็นครู เป็นพ่อแม่
มีลูกน้อง มีลูกศิษย์ มีลูก
สมมติว่าเราเป็นพ่อแม่ มีลูก
เมื่อลูกทำผิดจริงๆ แล้วเราโกรธ ใจร้อน อย่าเพิ่งสอนลูก
สอนใจตัวเองให้ระงับอารมณ์ร้อน ให้ใจเย็น ใจดี
มีเมตตาก่อน จนรู้สึกมั่นใจว่าใจเราพร้อมแล้ว
และดูว่าลูกพร้อมที่จะรับฟังไหม ถ้าเราพร้อม
แต่ลูกยังไม่พร้อม ก็ยังไม่ต้องพูด เพราะไม่เกิดประโยชน์

เราพร้อมที่จะสอน เขาพร้อมที่จะฟัง
จึงจะเกิดประโยชน์ เป็นการสอน


ถ้าเราสังเกตดู บางครั้ง ใจเรารู้สึกเหมือนอยากจะสอน
แต่ความจริงแล้ว เราเพียงอยากระบายอารมณ์ของเรา
สิ่งที่เราพูดแม้เป็นเรื่องจริง แต่ก็แฝงด้วยความโกรธ
เพราะยังเป็นความใจร้อน มีตัณหา

ถ้าใจเราโกรธ พูดเหมือนกัน คำพูดเดียวกัน นั่นคือโกรธ
ถ้าใจเราดี ใจเขาดี คำพูดของเราเป็นประโยชน์ นั่นคือสอน


เมื่อเราอยู่ในสังคม สิ่งที่ต้องระวังคือ หากเห็นใครทำผิด
อย่ายึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกและความคิดของตน
อย่ายินดี ยินร้าย ใจเย็นๆ ไว้ก่อน
พยายาม อบรมใจตนเองว่า
ธรรมชาติของคนเรา มักจะมองข้ามความผิดของตนเอง
ชอบจับผิดแต่คนอื่น

..... .....
มองเห็นความผิดคนอื่นเหมือนภูเขาใหญ่
เห็นความผิดตนเท่ารูเข็ม
ตดคนอื่นเหม็นเหลือทน
ตดตนเองเหม็นไม่เป็นไร
ปากคนอื่นเหม็นเหลือทน
ปากของตนเหม็นไม่รู้สึกอะไร


เรามักทุ่มเทใจ
ไปอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดียินร้าย
พยายามรักษาใจเย็น ใจดี ใจกลางๆ
ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากันหรืออาจจะมากกว่าเขา
แต่ความรู้สึกของเรา มักจะรังเกียจเขา
และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลย น่ากลัวจริงๆ

สังเกตดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโห ว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก
ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม….. ก็อาจจะไม่
เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ
อย่าเชื่อความรู้สึก ให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลางๆ ไว้

อย่าเชื่อความรู้สึก
อย่าเชื่ออารมณ์
อย่ายินดียินร้าย


ไฟเสมอด้วยความโกรธไม่มี


ไฟเสมอด้วยความโกรธไม่มี


พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบ ความโกรธ ว่าเหมือนไฟ
เช่น ไฟไหม้ป่า เผาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า
ความโกรธ มีพลัง มีอำนาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง
ยิ่งกว่าไฟไหม้ป่าเสียอีก มีแต่โทษ ไม่มีคุณแม้แต่นิดเดียว

จะเห็นได้ว่าคนโบราณมีการอบรมสั่งสอนลูกหลานให้กลัว
และระมัดระวังไฟ เพราะอันตรายมาก โดยเฉพาะ ไฟไหม้บ้าน
ไฟไหม้ป่า ล้วนแต่เผาทำลาย พรึบเดียว ชั่วข้ามคืน
ทำลายทั้งทรัพย์สมบัติจนหมดตัว และยังอาจ
ทำลายชีวิตผู้คน บางครั้งเป็นพันๆ หมื่นๆ คนทีเดียว

แต่ความโกรธ อันตรายยิ่งกว่าไฟ
ไฟเสมอด้วยโกรธไม่มี


เพราะความโกรธจะทำลายแม้แต่น้ำใจของเรา
คนที่เรารักสุดหัวใจก็ดี คนที่รักเราก็ดี
ชื่อเสียง คุณงามความดีที่สะสมไว้ตั้งแต่อเนกชาติ
ถูกทำลายย่อยยับได้ด้วยความโกรธ
ความโกรธ โมโห ครั้งเดียว สามารถทำลายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
น่ากลัวยิ่งกว่าไฟไหม้ !!!!!

ความโกรธนี้ฆ่าผู้มีพระคุณมาหลายต่อหลายคนแล้ว
ฆ่าคนที่เรารัก คนที่รักเรา คู่รักที่ต่างรักใคร่
ชอบพอกัน บางครั้งในที่สุด ความโกรธก็ทำให้
เลิกร้างกัน ทำให้ชีวิตครอบครัวต้องแตกแยก
จนถึงทำให้ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าลูกก็มี
ผู้ใหญ่ในระดับประเทศโกรธกัน จนเป็นเหตุให้กลายเป็นสงคราม
ฆ่ากันตาย เป็นพันๆ หมื่นๆ แสนๆ ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

..... ..... พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายที่เราเห็นกันด้วยตา
นับแต่มด ยุง กบ เขียด แมว สุนัข
วัว ควาย มนุษย์ อย่างน้อยชาติหนึ่งเคยเป็น
พ่อแม่พี่น้องกันในวัฏสงสารที่ยืดยาว
ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเคยรักกันเกลียดกันมาอย่างนี้
จนทุกวันนี้ และต่อไปอีกหลายภพหลายชาติ
ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุมรรคผลนิพพาน

เมื่อเป็นเช่นนี้ เราไม่ควรประมาท ทำใจให้สงบน้อมเข้ามาสู่ตน
พิจารณาดูว่า มีใครบ้างที่เราอาฆาตพยาบาท ถ้ามีรีบให้อภัย
อโหสิกรรมเสียแต่บัดนี้ อย่างน้อย ก็ชาตินี้ ก่อนตาย
จะได้ไม่ต้องเป็นคู่เวรคู่กรรมกันอีกต่อไป

อย่าคิดว่า เราต่างคนต่างอยู่ไม่เป็นไร
แม้จะอยู่คนละจังหวัด คนละประเทศก็ตาม
ก็จะมีโอกาสพบกันในชาติหน้า
และมีโอกาสมากด้วย ถ้าหากมีอุปาทานยึดมั่นถือมั่น ดูใจของตน
ก็เห็นชัด คิดถึงใครก็ดี คิดแค้นใจอาฆาตพยาบาทใครก็ตาม


นั่นแหละ ! ระวังให้ดี
ต่อไปจะเกิดมาพบกัน
และทำความเดือดร้อนให้แก่กัน
นับภพนับชาติไม่ถ้วน

ฉะนั้น ไม่ให้คิดมีเวรแก่กัน จงให้อภัย และอโหสิกรรมแก่กัน
ไม่ให้คิดอาฆาตพยาบาท ไม่ให้คิดเบียดเบียนกัน
มีแต่ปรารถนาดีต่อกัน พยายามทำแต่กรรมดี ให้ทาน
เอื้อเฟื้อกัน มีปิยวาจา พูดดี พูดไพเราะ
ทำประโยชน์ ช่วยเหลือสังคม วางตนเหมาะสม
เสมอต้นเสมอปลาย การประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างนี้
จะทำให้เราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขในปัจจุบัน
และเป็นการสร้างกรรมที่ดีต่อกัน

อนาคตถ้าเกิดมาพบกันอีก
ก็จะเป็น พ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงที่ดีต่อกัน
เกื้อกูลสนับสนุนซึ่งกันและกัน


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม