5 สิ่งที่คุณอาจยังไม่รู้เกี่ยวกับบิกินี่แว็กซ์

บิกินี่แว็กซ์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

การกำจัดเส้นขนส่วนเกินออกจากจุดซ่อนเร้นอย่างเรียบเนียน และให้ผลที่น่าพึงพอใจที่สุด น่าจะเป็นการทำบิกินี่แว็กซ์ แต่ก่อนที่สาว ๆ จะตัดสินเข้ารับบริการกำจัดขนด้วยวิธีนี้ ลองมาดูข้อควรทราบ 5 ประการ ที่คุณควรรู้เอาไว้ก่อนเข้ารับการทำบิกินี่แว็กซ์กันดีกว่าค่ะ

1. กินยาแก้ปวดก่อนทำบิกินี่แว็กซ์ 45 นาที

การ ทำบิกินี่แว็กซ์ เท่ากับการดึงเส้นขนทีละหลายเส้นออกจากจุดนั้นพร้อม ๆ กัน ซึ่งแน่นอนว่าเจ็บไม่เบาทีเดียว เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดขณะทำ ให้กินยาแก้ปวดก่อนเข้ารับการทำบิกินี่แว็กซ์เป็นเวลา 45 นาที นอกจากช่วยให้เจ็บน้อยลงแล้ว ยังช่วยป้องกันอาการผิวหนังอักเสบที่อาจตามมาภายหลังการทำด้วย

2. ไม่ทำบิกินี่แว็กซ์ในช่วงใกล้มีประจำเดือน

ใน ช่วงมีประจำเดือนหรือประจำเดือนกำลังจะมา ผิวหนังบริเวณนั้นจะบอบบางกว่าปกติ เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงการทำบิกินี่แว็กซ์ในช่วงที่กำลังจะมีรอบเดือน หรือทำการแว็กซ์ก่อนอย่างน้อย 3 วันก่อนที่รอบเดือนจะมา

3. เลี่ยงการออกกำลังกายหรือใส่เสื้อผ้ารัดแน่นหลังการแว็กซ์

หลัง การแว็กซ์ ผิวบริเวณจุดซ่อนเร้นจะอ่อนแอมาก การออกกำลังกายทำให้เกิดเหงื่อ ซึ่งอาจหมักหมมและกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรีย อันทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิวบริเวณนั้นได้ รวมทั้งให้หลีกเลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าท่อนล่างที่แนบเนื้อหรือว่ารัดแน่น เกินไป เนื่องจากเนื้อผ้าที่เสียดสีกับผิวหนัง จะรบกวนกระบวนการงอกใหม่ของขน ทำให้เกิดปัญหาขนคุดตามมาได้

4. ปัญหาเล็งไม่ตรงจุดหลังการแว็กซ์

คุณสมบัติ ประการหนึ่งของเส้นขนบริเวณจุดซ่อนเร้นที่สาว ๆ หลายคนอาจไม่เคยทราบ นั่นคือมันช่วยบังคับทิศทางขณะกำลังปัสสาวะ ให้ไม่กระเด็นกระจัดกระจายออกไป เพราะฉะนั้นยามที่สาว ๆ ปลดทุกข์เบาหลังการแว็กซ์ อาจต้องกดสะโพกลงต่ำและใช้ความพยายามในการปล่อยออกมาให้ตรงจุดมากกว่าปกติ เพื่อไม่ให้มันกระเซ็นเปรอะเปื้อนขาอ่อนหรือกางเกงของคุณนั่นเอง

5. นัดหมายเวลาทำแว็กซ์ให้อยู่ระหว่าง 15.00-17.00 น.

นัดหมายเวลาทำแว็กซ์ให้อยู่ในช่วงเวลาระหว่าง 15.00-17.00 น. เพราะเป็นเวลาที่ร่างกายสามารถต้านทานความเจ็บปวดได้ดีที่สุด

ได้ รู้ข้อควรทราบก่อนการทำบิกินี่แว็กซ์แบบนี้แล้ว สาว ๆ อย่าลืมนำไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการกำจัดเส้นขนที่จุดซ่อนเร้นดูด้วย นะคะ

มือชา-นิ้วล็อค โรคฮิตของคนทำงาน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ มีผู้เข้ามาปรึกษาแพทย์ทางกระดูกและข้อ เกี่ยวกับความผิดปกติที่เกิดกับมือ และต้องเข้ารับการฟื้นฟู ทำกายภาพบำบัดจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหญิงและชาย ที่พบเป็นประจำได้แก่ อาการมือชาจนอ่อนแรงหยิบจับอะไรแทบไม่ได้ และอาการของนิ้วล็อค คือนิ้วบางนิ้วแข็งเกร็งขยับแทบไม่ได้ เมื่องอ  หรือเหยียดนิ้วออกแล้วจะเจ็บปวดมาก


เมื่อสอบถามประวัติแต่ละคนก็ได้คำตอบ คล้ายๆกันคือ ส่วนใหญ่เป็นคนที่ต้องทำงานกับคอมพิวเตอร์เป็นประจำ บางคนมีอาชีพเป็นโปรแกรมเมอร์ นักออกแบบ พนักงานบัญชี นอกเหนือไปจากนั้นก็ได้แก่ หนุ่มๆ นักกอล์ฟ กลุ่มสาวๆ พนักงานนวด (แผนไทย) คนทำงานตามโรงงาน ที่ต้องใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ ซ้ำๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ พ่อครัวที่ต้องสับเนื้อหั่นผักตลอดเวลา แม้กระทั่งแม่บ้านที่ทำงานซักผ้า ถูบ้านต้องออกแรงบิดผ้าเสมอๆ
เรามาดูกันดีกว่าครับว่าอาการผิดปกติเหล่านี้ มันเกิดขึ้นได้อย่างไร หากใครที่กำลังเริ่มเป็นจะได้ไหวตัวทัน และไปรับการรักษาก่อนอาการจะเป็นมากขึ้นนะครับ


โรคมือชาจากเส้นประสาทถูกกดทับ


โรคมือชานี้ เกิดจากการที่เส้นประสาทที่พาดผ่านบริเวณข้อมือถูกกดทับ ซึ่งเส้นประสาทนี้จะผ่านจากแขนไปยังข้อมือ เพื่อไปรับความรู้สึกที่บริเวณมือ โดยทอดผ่านบริเวณข้อมือ และลอดผ่านเอ็นที่ยึดบริเวณข้อมือ อาจมีสาเหตุบางประการ ที่ทำให้เส้นประสาทนี้ถูกกดทับได้ จึงทำให้มือชา ร่วมกับมีอาการปวดชา ร้าวไปยังท่อนแขนหรือต้นแขนได้ และบางคนพบว่ามือข้างที่เป็นอ่อนแรง หยิบจับสิ่งของไม่ถนัด ถ้าทิ้งไว้จะพบว่ากล้ามเนื้อบริเวณโคนนิ้วหัวแม่มืออาจจะแฟบลง เมื่อเทียบกับมืออีกข้างหนึ่ง พบในเพศหญิงมากกว่าชาย ระหว่างวัย 30-60 ปี

อะไรบ้างที่เป็นสาเหตุ…


สิ่งใดก็ตามที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดการบวม และการระคายเคืองของเยื่อบุข้อที่อยู่รอบๆ เส้นเอ็น ทำให้เส้นประสาทถูกกด เช่น เกิดการกระแทกที่บริเวณข้อมืออยู่เป็นประจำ เช่นใช้เครื่องตัดหญ้า เครื่องเจาะสกรู กำไม้เทนนิส ไม้กอล์ฟ กระดูกข้อมือหัก หรือการหลุดเคลื่อนของข้อ ข้ออักเสบรูมาตอยด์ (ไขข้ออักเสบ) คนที่เป็นเบาหวาน ในผู้หญิงตั้งครรภ์ และคนที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนจากการหมดประจำเดือน

ถ้ามีอาการเบื้องต้นต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


- มีอาการชา และรู้สึกซ่าในบริเวณมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการมักจะเกิดในตอนกลางคืน ซึ่งอาจจะเกี่ยวกับท่าทางในการนอน และหลังจากการใช้มือข้างนั้นๆ
- การรับความรู้สึกที่บริเวณนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และบางส่วนของนิ้วนางลดลง ทำให้หยิบจับของไม่ถนัด
- มีอาการรู้สึกแปล๊บๆ หรือคล้ายกับไฟฟ้าช็อต เมื่อทำการเคาะลงตรงข้อมือ ในบริเวณที่มีเส้นประสาททอดผ่าน อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้น ในคนที่งอมือเข้าหาท้องแขนเป็นเวลา 1 นาที ถ้าเส้นประสาทนี้ถูกกดทับเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือด้านนิ้วหัวแม่มือแฟบลง

การรักษา


ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อย อาจจะใช้วิธีการรักษาโดยวิธีดังต่อไปนี้


- ใส่เครื่องพยุงข้อมือในช่วงเวลากลางคืน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้ข้อมืองอเวลานอน และช่วยให้เยื่อบุข้อมือ และเส้นเอ็นที่อักเสบยุบจากอาการบวม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เส้นประสาทถูกกดทับ
- รับประทานยาลดการอักเสบ
- ถ้าอาการเป็นมากขึ้น แพทย์อาจจะแนะนำให้ฉีดยาสเตียรอยด์ เข้าไปในบริเวณที่เส้นประสาททอดผ่าน ซึ่งยานี้จะแพร่กระจายไปยังบริเวณเยื่อบุผิวข้อ และเส้นเอ็นที่มีการอักเสบ และบวม ทำให้อาการบวมยุบลง การกดเส้นประสาทก็น้อยลง ปริมาณของยาที่ใช้ฉีดไม่มากนักและไม่มีอันตรายที่รุนแรง การรักษาด้วยวิธีการเหล่านี้จะได้ผลดี ในกรณีที่เส้นประสาทไม่ถูกกดทับมากนัก ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด โดยตัดเอาส่วนของพังผืด เส้นเอ็นในส่วนที่กดทับเส้นประสาทออก หลังผ่าตัดอาการก็จะดีขึ้น อาการปวดลดลง อาการชาลดลง แต่อาจไม่ถึงกับหายสนิทยังจะต้องใช้ เวลาอีกสักระยะหนึ่ง

ที่มา : โรงพยาบาลวิภาวดี
http://www.vibhavadi.com

<iframe width="420" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/UiLxZ5yiSXo" frameborder="0" allowfullscreen></iframe>

สารพัดวิธี "คุม" อย่างไรไม่ให้ท้อง

สารพัดวิธี "คุม" อย่างไรไม่ให้ท้อง

แรก ให้แฟนใส่ถุง

ถุงยางอนามัย เป็นอุปกรณ์คุมกำเนิดหาซื้อได้ง่าย ใช้ง่าย ราคาไม่แพง มีทุกเซเว่น ซื้อง่าย ขายคล่อง สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ อีกด้วย ปัจจุบันมีออกมาจำหน่ายมากมายตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นผิวสัมผัส ลื่น ขรุขระ กลิ่นสตรอเบอรี่ บลูเบอร์รี่อะไรก็สุดแล้วแต่จะโปรด หรือบางชนิดก็มีการเคลือบสารเคมีฆ่าเชื้ออสุจิ ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ตามความพอใจ แต่มีข้อควรระวังคือ ผู้หญิงบางคนอาจจะแพ้วัสดุที่ผลิตถุงยางได้ ดังนั้น ควรเลือกถุงยางที่ผลิตจากยางธรรมชาติ จะเริ่ดที่สุด

วิธีสอง กินยาคุม

ยาคุมกำเนิด เป็น วิธีการคุมกำเนิดที่นิยมกันมากที่สุด และให้ผลดี ซึ่งผลของยาคือ ทำให้ไข่ไม่ตก แต่ก็เป็นหน้าที่ของคุณผู้หญิงที่ต้องไม่ลืมรับประทานยา เพราะถ้าลืมบ่อยๆ ก็อาจจะผิดพลาดเกิดการตกไข่ขึ้นมาได้ และการรับประทานยาคุมกำเนิดนี้ บางคนอาจจะมีอาการแพ้ หรือมีประจำเดือนผิดปกติ จึงต้องสังเกตตัวเองให้ดี

วิธีสาม ยาฝังคุมกำเนิด

ยาฝังคุมกำเนิด เป็นการนำฮอร์โมนมาฝังไว้ใต้ผิวหนังช่วงแขนด้านใน ซึ่งเมื่อฝังยานี้เข้าไปแล้วจะคุมกำเนิดได้ถึง 3-5 ปี ถ้าคู่ไหนคิดว่าอยากมีลูกห่างกันขนาดนี้ วิธีนี้ก็สะดวกดีนะ
แต่ดูน่ากลัวก็ตรงฝังแขนนี่แหล่ะ จึงไม่เป็นที่นิยม ฮอตติดลมบนมากนัก

วิธีสี่ ฉีดยาคุมกำเนิด

เหมาะมากกับคุณผู้หญิง ที่ชอบขี้ลืมกินยา เพราะยาคุมมีผลในการคุมกำเนิดเพียงแค่ 1 วัน ส่วนหากใช้วิธีฉีดยาคุมนั้นส่วนใหญ่จะมีฤทธิ์คุมกำเนิดได้ 3 เดือน ซึ่งเป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงเช่นเดียวกับชนิดยากิน แต่มีข้อเสียคือ บางคนอาจจะรอบเดือนไม่มา หรือมากะปริบกะปรอย ซึ่งอาจจะสร้างความอึดอัด หรือรำคาญให้กับคุณสาวๆบางนางได้ และบางรายอาจจะมีอาการแพ้ยาฉีด น่ากลัวชะมัด!

วิธีห้า ใส่ห่วงอนามัย

เป็นการใส่เครื่องมือ ในโพรงมดลูก เหมาะกับผู้หญิงที่เคยมีลูกแล้ว และมีอาการแพ้ยาคุมชนิดกินหรือฉีด ห่วงอนามัยจะมีหลายชนิด ทั้งชนิดที่มีตัวยา และไม่มีตัวยาใดๆ การใส่ห่วงต้องให้คุณหมอเป็นผู้ใส่ให้ อยากมีลูกตอนไหน ก็ให้คุณหมอถอดออกให้ และโดยปกติจะใส่ครั้งละ 3 ปี

วิธีหก นับวัน

เรามักจะได้ยินกันว่า ระยะปลอดภัยจากการตั้งครรภ์คือ “หน้า 7 หลัง 7” จากวันที่มีประจำเดือน ซึ่งหมายถึง การกะประมาณระยะเวลาที่ไข่ไม่ตก ดังนั้นจึงปฏิบัติภารกิจโป้งชึ่งกันได้ แต่ไม่ได้ปลอดภัยเสมอไป

การคุมกำเนิดวิธีนี้ไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่มีประจำเดือนคลาดเคลื่อน ฉะนั้นถ้าไม่แน่ใจ และไม่อยากพลาด ไม่ควรใช้วิธีนี้!

วิธีเจ็ด หลั่งข้างนอก

วิธีนี้ต้องอาศัยวิทยา ยุทธ์บู้ลิ้มของฝ่ายชาย ว่าสามารถหลั่งข้างนอกโพรงมดลูกได้ทันหรือไม่ ถ้าแน่ใจก็อาจจะได้ผลคุมกำเนิดอย่างชัวร์เพียงแค่ 80% เท่านั้น เพราะโดยปกติ ก่อนที่จะถึงจุดสุดยอดโดยมีน้ำอสุจิหลั่งออกมา อาจจะมีน้ำเชื้อที่ซึมๆ ออกมาก่อนหน้านี้ก็เป็นได้ ดังนั้นวิธีนี้อาจจะเสี่ยงเกินไปสำหรับผู้ชายที่วิทยายุทธยังไม่แกร่งกล้า ผ่านศึกไม่โชกโชนมากนัก!

วิธีสุดท้าย ใจถึงทำหมัน

การคุมกำเนิดแบบถาวร หรือศัพท์ง่ายๆตามภาษาชาวบ้าน คือ การทำหมัน นั่นเอง วิธีนี้คุณต้องแน่ใจแล้วว่าไม่ต้องการจะมีลูกอีก สามารถทำได้ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

โดยการทำหมันชาย คือ การเจาะรูเล็กๆ ประมาณ 1 เซนติเมตร เข้าไปผูกท่อนำตัวอสุจิ ใช้เวลาน้อยกว่าการทำหมันหญิงมาก มีแผลเพียงเล็กน้อย และไม่ต้องนอนค้างโรงพยาบาลแต่อย่างใด และไม่มีผลใดๆ ต่อสมรรถภาพทางเพศ ยังดึ๋งดั๋ง โด่ไม่รู้ล้มได้อยู่ ทว่า ผู้ชายบางคนอาจยังมีอคติต่อการทำหมันอยู่ซะส่วนใหญ่

ส่วนทำหมันหญิง จะ คล้ายผู้ชาย คือ การผ่าตัดผูกท่อนำไข่ เป็นการป้องกันไม่ให้ตัวอสุจิเข้าไปผสมกับไข่ที่ปีกมดลูก คุณแม่ท่านใดที่ตัดสินใจทำหมันหลังจากคลอดลูกภายใน 24 ชั่วโมง จะเรียกว่าทำหมันเปียก แต่ถ้ามาทำภายหลัง เรียกว่า ทำหมันแห้งนะจ๊ะ

ขอขอบคุณแหล่งข่าว :: www.nokroo.com

:: http://fisho.com/blog/ox/blog.php?id=7608

ท่านอน ถูกวิธี

กฎ 12 ข้อในการใช้ปากและมือใน SEX



กฎทอง 12 ข้อ ของการใช้ปากในเชิง SEX ( จุมพิตและORAL)

1. ทำความสะอาดภายในช่องปากให้สะอาดและมีกลิ่นหอมก่อนปฏิบัติการ ทุก ครั้ง ที่สำคัญ คือควรใช้น้ำยาบ้วนปากจะดีกว่าการแปรงฟัน เพราะการแปรงฟันอาจจะทำให้เกิดแผลภาย ในช่องปาก ซึ่งเป็นช่อง ทางของการติดเชื่อได้

2. ก่อนปฏิบัติการไม่ควรทานอาหารที่มีกลิ่น หรือรสจัด เพราะแม้จะ ทำความสะอาดช่องปากแล้ว แต่กลิ่นอาจจะ ออกมาจากระบบทางเดิน อาหารได้

3. โกนหนวดให้เรียบเกลี้ยง หรือไม่ก็ปล่อยให้ยาวไปเลย เพราะ หนวดหรือเคราที่เพิ่งจะงอกใหม่ๆ เป็นตอสั้นๆ จะทิ่มแทงเนื้ออ่อนๆ ฝ่ายตรงข้ามให้เจ็บปวดได้

4. หากมีอาการฟันผุ หรือโรคเกี่ยวกับเหงือกและฟันควรรักษาให้หาย เพราะอาการของโรคในช่องปาก นอกจาก จะให้กลิ่นและ รสที่น่ารังเกียจแล้ว ยังเป็นการแพร่และรับเชื้อได้อย่างดีอีกด้วย

5. เม้มปากแรงๆ สัก 3-5 ครั้ง ก่อนปฏิบัติการ เพื่อเป็นการกระตุ้น ประสาทและกล้ามเนื่อบริเวณที่เกี่ยวข้อง

6. อย่าปล่อยให้ริมผีปากแห้งผาก ควรเลียริมผีปาก 1-2 ครั้ง ก่อน ปฏิบัติการ เพื่อให้ริมฝีปากนิ่มและชุ่มชื่น

7. ฝึกการห่อลิ้นในรูปแบบต่างๆ ให้คล่อง เช่น การแผ่ลิ้นแล้วคว้าน หรือการเกร็งลิ้นเป็นแท่งกลมและฉก อย่าลืม ว่าปากและลิ้นทำงาน ได้หลายรูปแบบทั้ง ดูด-เล็ม-เม้ม-ขย้ำ-ขบ-กัด-เลีย-ขยี้ ฯลฯ

8. ที่ห้ามเด็ดขาด คือ การ “ เป่า” ลมขาออกจากปอด (คาร์บอนไดอ๊อกไซด์) เข้าไปในร่างกายของฝ่ายตรงข้าม

9. ตรวจฟันปลอมให้แน่นหนา ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุอันไม่พึงปรารถนา ถ้าจำเป็นควรถอดฟันปลอมออกเก็บ ก่อน ปฏิบัติการทุกครั้ง

10. อย่าอมอะไรไว้ในปาก บางคนชอบอมลูกอมรสชาติต่างๆ หรือ ลูกอมเม็นทอลไว้ในปาก นัยว่าเพื่อเพิ่มรส ชาติซาบซ่า...มันไม่คุ้ม กับอุบัติเหตุลูกอมติดคอตายหรอก

11. เตรียมผ้าเช็คหน้า หรือกระดาษหอมไว้ใกล้มือ เพื่อใช้ในกรณี “ น้ำจิ้ม” หก หรือ “ น้ำแกง” มีมากเกินไป

12. อย่าลืมว่าปากมีไว้ “ ส่งเสียง” ได้ด้วย ฉะนั้นอย่าลืมออกเสียงทำงาน “ อื้มๆ – อ้ำๆ” เพื่อสร้างความรู้สึกดีให้ แก่ฝ่ายตรงข้าม

กฎทอง 12 ข้อของการใช้มือในเชิง SEX

1. ทำความสะอาดมือและเล็บให้สะอาด คงไม่มีสาวคนไหนพิศวาสหนุ่มมือสกปรกเล็บดำปี๋

2. ตัดเล็บให้สั้นๆ และตะไบเล็บอย่าให้คม การไว้เล็บยาวอาจจะทำให้ทั้งคุณและฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บได้

3. ฝ่ายมือที่หยาบกร้านอาจสร้างความระคายเคืองจนหมดอารมณ์มากกว่าที่จะกระต้นอารมณ์ ดังนั้นควรทาโลชั่น บ้าง เพื่อให้ผิวบริเวณฝ่ามือนุ่มขึ้น

4. จำไว้ว่า “ จุดที่ไวต่อความรู้สึกทางเพศ” ของฝ่ายตรงข้ามมีทั่วร่าง พยายามใช้มือทั้ง 2 ข้าง ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด โดยโจมตีพร้อม ๆ กันมากกว่า 1 จุดในเวลาเดียวกัน

5. ระหว่างโจมตีด้วยมือ จับสังเกตอาการของเธอให้ดีในบางจุด เธออาจจะเจ็บหรือจักกะจี้.. ไม่ควรไปแตะต้อง

6. ใช้ความนุ่มนวลและความหนักแน่นให้ถูกจังหวะและจำให้แม่นว่าความรุนแรง เช่น บีบแรง บี้แรง รังแต่จะทำให้ หมดอารมณ์มากกว่าเกิดอารมณ์

7. ถ้าหากมือคุณ “ เย็น” เกินไป จะเป็นเพราะอุณหภูมิในห้องหรือจะเป็น เพราะความตื่นเต้นของคุณเองก็ตาม...ถู มือให้อบอุ่นก่อนเริ่มปฏิบัติการจะช่วยได้มาก

8. ถ้าคุณสวมแหวน หรือนาฬิกาข้อมือที่มีส่วนแหลมคม ควรถอดออกก่อน

9. ควรคำนึงถึง “ ลีลา” ที่ดูดีด้วยนะ อย่าให้การใช้มือของคุณออกมาในลักษณะเก้งก้าง หรือมือไม่พันกันมั่วไป หมด

10. เทคนิคเกี่ยวกับการใช้มือและนิ้วมีหลายอย่าง เช่น ลูบ คลำ ขยำ ขยี้ เคล้น คลึง นวด นาบ เกา ฯลฯ ควรฝึก และปฏิบัติการให้ได้หลายรูปแบบและคล่องแคล้ว

11. การใช้นิ้วมือแหย่แยงเข้าไปในบางจุด ควรรอให้มีการ “ หล่อลื่น” เสียก่อน อย่าฝืนแหย่ไปในความแห้งผาก แทนที่จะกระตุ้นอารมณ์ เหตุการณ์อาจเป็นตรงกันข้าม

12. ล้างมือให้สะอาดทันทีหลังปฏิบัติการ ถ้าคุณไม่อยากเป็นโรคผิวหนัง เช่น หิด กลกา ฯลฯ และคุณคงไม่อยาก ให้ “ กลิ่น” ติดมือจนคนอื่นจับได้








8 เทคนิคเลือก "รองเท้า" ให้เหมาะและดีต่อสุขภาพเท้า

ขอบคุณภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
"เท้า" อวัยวะที่สำคัญต่อร่างกาย และการดำรงชีวิต เพราะในแต่ละวันเจ้าอวัยวะส่วนนี้พาเราไปในที่ต่างๆ ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่หลาย ๆ ครั้งกลับถูกมองข้ามในการดูแล หรือถูกทำร้ายโดยการเลือกใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเท้าหรือมีความผิดปกติกับรูปเท้าได้ เช่น อาการหัวแม่เท้าเก หรือบิดเข้าสู่นิ้วชี้มากไป เป็นต้น

ในวันนี้ ทีมงาน Life & Family มีข้อมูลสุขภาพดี ๆ ในการเลือกรองเท้าจากโรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียลมาฝากกัน โดยมี 8 เรื่องที่ทุก ๆ บ้านไม่ควรมองข้าม ดังต่อไปนี้

1. เลือกซื้อรองเท้าที่ลักษณะเหมือนรูปเท้าของผู้สวมใส่ และมีขนาดพอดี เช่น ผู้ที่ปลายเท้ากว้าง ก็ไม่ควรใส่รองเท้าที่หัวเล็ก แคบ

2. ทำจากวัสดุที่อ่อนนุ่มต่อเท้า ทั้งด้านนอกและด้านใน ไม่มีตะเข็บแข็ง สามารถกันกระแทกและระบายอากาศได้ดี ซึ่งรองเท้าที่ทำจากหนังแท้ ส่วนใหญ่จะมีความยืดหยุ่น และระบายอากาศได้ดีกว่าหนังเทียม

3. ควรเลือกใช้รองเท้าแบบที่สามารถปรับขนาดได้ เพราะจะทำให้สวมใส่ได้พอดี

4. ไม่คีบดีกว่า การใส่รองเท้าคีบทำให้เกิดการเสียดสีบริเวณร่องนิ้วเท้า ไม่เหมาะในบางคนที่เท้าชา ซึ่งอาจเกิดแผลโดยไม่รู้ตัว

5. ส้นรองเท้าต้องแข็งแรง ยืดหยุ่น เกาะพื้น ไม่ลื่นขณะเดิน

6. ทดลองใส่รองเท้าเดินทั้ง 2 ข้าง ทุกครั้งที่ซื้อ เพราะเท้าคนเราจะไม่เท่ากันเสมอ ควรเลือกรองเท้าที่ใส่ได้พอดีกับเท้าเรามากที่สุด และการเดิน ทำให้เราทราบว่าขณะเดินมีการเสียดสี หรือขนาดพอเหมาะกับเท้าหรือไม่

7. ควรเลือกซื้อรองเท้าช่วงบ่ายๆ เพราะเท้าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อผ่านการเดินมาตลอดทั้งวัน เนื่องจากเลือดไหลเวียนลงสู่เท้ามากขึ้น จึงเหมาะที่จะเลือกรองเท้า เพื่อป้องกันปัญหารองเท้าคับแต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรม และชีวิตประจำวันด้วย

8. แบนไปก็ไม่ดี ความแบนราบของพื้นรองเท้า ไม่เหมาะกับสรีระเท้าต่อการรับน้ำหนัก ดังนั้นหากใส่รองเท้าแตะ และรองเท้าที่มีลักษณะแบนควรเลือกรองเท้าชนิดที่มีพื้นนิ่ม และเสริมบริเวณอุ้งเท้า

อย่างไรก็ดี การเลือกรองเท้าต้องเลือกให้เหมาะสมกับรูปเท้าด้วย อย่างคุณเป็นคน ฝ่าเท้าแบนชั่วคราว (คือเท้าแบนเมื่อเหยียบพื้นเท่านั้น) ควรสวมรองเท้าที่เสริมอุ้งเท้า (บริเวณพื้นรองเท้าด้านในช่วงกลางที่นูนขึ้น) เพื่อช่วยเส้นเอ็นพยุงอุ้งเท้า มีที่หุ้มด้านข้างและหลังเท้า เพื่อพยุงไม่ให้ส้นเท้าบิดและเท้าล้มเข้าด้านใน แต่ถ้าหาก ฝ่าเท้าแบนถาวร ซึ่งมักมีเท้าส่วนกลางกว้างกว่าปกติ ควรเลือกรองเท้าที่ด้านข้างกว้าง และมีพื้นนิ่มใส่สบาย

ส่วน คนที่อุ้งเท้าสูง ส่วนใหญ่จะมีปัญหาปวดบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า และส้นเท้า เพราะการรับน้ำหนักของอุ้งเท้าส่วนกลางหายไป รองเท้าจึงควรมีลักษณะเสริมอุ้งเท้าส่วนกลาง (ยกนูนช่วงกลางฝ่าเท้าและเสริมอุ้งเท้า) เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักจากฝ่าเท้าด้านหน้า และส้นเท้ามาที่อุ้งเท้า ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนิ่มและมีความยืดหยุ่น

นอกจากนั้นแล้ว คนเป็นเบาหวาน คือผู้ที่ต้องใส่ใจกับสุขภาพเท้าเป็นอย่างมาก เพราะมักมีปลายประสาททำงานผิดปกติ ทำให้เท้าชา มีนิ้วเท้าหงิกงอ ทำให้ฝ่าเท้าด้านหน้ารับน้ำหนักมากและนิ้วเท้าเสียดสีกับหัวรองเท้า จึงควรเลือกใส่รองเท้าพื้นนิ่ม มีหัวลึกและกว้าง ห้ามใช้รองเท้าคีบ เพราะอาจทำให้เกิดแผลบริเวณร่องนิ้วเท้าได้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อทราบเทคนิคในการเลือกซื้อรองเท้าคู่ใจแล้วก็อย่ารอช้า รีบไปเปิดตู้เพื่อสำรวจว่ารองเท้าของคุณว่ามีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาหรือไม่ และในครั้งต่อไป เมื่อจะเลือกซื้อรองเท้าก็อย่าลืมนำเทคนิคนี้ไปใช้กันดูนะครับ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม