กฎ 12 ข้อในการใช้ปากและมือใน SEX



กฎทอง 12 ข้อ ของการใช้ปากในเชิง SEX ( จุมพิตและORAL)

1. ทำความสะอาดภายในช่องปากให้สะอาดและมีกลิ่นหอมก่อนปฏิบัติการ ทุก ครั้ง ที่สำคัญ คือควรใช้น้ำยาบ้วนปากจะดีกว่าการแปรงฟัน เพราะการแปรงฟันอาจจะทำให้เกิดแผลภาย ในช่องปาก ซึ่งเป็นช่อง ทางของการติดเชื่อได้

2. ก่อนปฏิบัติการไม่ควรทานอาหารที่มีกลิ่น หรือรสจัด เพราะแม้จะ ทำความสะอาดช่องปากแล้ว แต่กลิ่นอาจจะ ออกมาจากระบบทางเดิน อาหารได้

3. โกนหนวดให้เรียบเกลี้ยง หรือไม่ก็ปล่อยให้ยาวไปเลย เพราะ หนวดหรือเคราที่เพิ่งจะงอกใหม่ๆ เป็นตอสั้นๆ จะทิ่มแทงเนื้ออ่อนๆ ฝ่ายตรงข้ามให้เจ็บปวดได้

4. หากมีอาการฟันผุ หรือโรคเกี่ยวกับเหงือกและฟันควรรักษาให้หาย เพราะอาการของโรคในช่องปาก นอกจาก จะให้กลิ่นและ รสที่น่ารังเกียจแล้ว ยังเป็นการแพร่และรับเชื้อได้อย่างดีอีกด้วย

5. เม้มปากแรงๆ สัก 3-5 ครั้ง ก่อนปฏิบัติการ เพื่อเป็นการกระตุ้น ประสาทและกล้ามเนื่อบริเวณที่เกี่ยวข้อง

6. อย่าปล่อยให้ริมผีปากแห้งผาก ควรเลียริมผีปาก 1-2 ครั้ง ก่อน ปฏิบัติการ เพื่อให้ริมฝีปากนิ่มและชุ่มชื่น

7. ฝึกการห่อลิ้นในรูปแบบต่างๆ ให้คล่อง เช่น การแผ่ลิ้นแล้วคว้าน หรือการเกร็งลิ้นเป็นแท่งกลมและฉก อย่าลืม ว่าปากและลิ้นทำงาน ได้หลายรูปแบบทั้ง ดูด-เล็ม-เม้ม-ขย้ำ-ขบ-กัด-เลีย-ขยี้ ฯลฯ

8. ที่ห้ามเด็ดขาด คือ การ “ เป่า” ลมขาออกจากปอด (คาร์บอนไดอ๊อกไซด์) เข้าไปในร่างกายของฝ่ายตรงข้าม

9. ตรวจฟันปลอมให้แน่นหนา ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุอันไม่พึงปรารถนา ถ้าจำเป็นควรถอดฟันปลอมออกเก็บ ก่อน ปฏิบัติการทุกครั้ง

10. อย่าอมอะไรไว้ในปาก บางคนชอบอมลูกอมรสชาติต่างๆ หรือ ลูกอมเม็นทอลไว้ในปาก นัยว่าเพื่อเพิ่มรส ชาติซาบซ่า...มันไม่คุ้ม กับอุบัติเหตุลูกอมติดคอตายหรอก

11. เตรียมผ้าเช็คหน้า หรือกระดาษหอมไว้ใกล้มือ เพื่อใช้ในกรณี “ น้ำจิ้ม” หก หรือ “ น้ำแกง” มีมากเกินไป

12. อย่าลืมว่าปากมีไว้ “ ส่งเสียง” ได้ด้วย ฉะนั้นอย่าลืมออกเสียงทำงาน “ อื้มๆ – อ้ำๆ” เพื่อสร้างความรู้สึกดีให้ แก่ฝ่ายตรงข้าม

กฎทอง 12 ข้อของการใช้มือในเชิง SEX

1. ทำความสะอาดมือและเล็บให้สะอาด คงไม่มีสาวคนไหนพิศวาสหนุ่มมือสกปรกเล็บดำปี๋

2. ตัดเล็บให้สั้นๆ และตะไบเล็บอย่าให้คม การไว้เล็บยาวอาจจะทำให้ทั้งคุณและฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บได้

3. ฝ่ายมือที่หยาบกร้านอาจสร้างความระคายเคืองจนหมดอารมณ์มากกว่าที่จะกระต้นอารมณ์ ดังนั้นควรทาโลชั่น บ้าง เพื่อให้ผิวบริเวณฝ่ามือนุ่มขึ้น

4. จำไว้ว่า “ จุดที่ไวต่อความรู้สึกทางเพศ” ของฝ่ายตรงข้ามมีทั่วร่าง พยายามใช้มือทั้ง 2 ข้าง ให้เกิดประโยชน์ สูงสุด โดยโจมตีพร้อม ๆ กันมากกว่า 1 จุดในเวลาเดียวกัน

5. ระหว่างโจมตีด้วยมือ จับสังเกตอาการของเธอให้ดีในบางจุด เธออาจจะเจ็บหรือจักกะจี้.. ไม่ควรไปแตะต้อง

6. ใช้ความนุ่มนวลและความหนักแน่นให้ถูกจังหวะและจำให้แม่นว่าความรุนแรง เช่น บีบแรง บี้แรง รังแต่จะทำให้ หมดอารมณ์มากกว่าเกิดอารมณ์

7. ถ้าหากมือคุณ “ เย็น” เกินไป จะเป็นเพราะอุณหภูมิในห้องหรือจะเป็น เพราะความตื่นเต้นของคุณเองก็ตาม...ถู มือให้อบอุ่นก่อนเริ่มปฏิบัติการจะช่วยได้มาก

8. ถ้าคุณสวมแหวน หรือนาฬิกาข้อมือที่มีส่วนแหลมคม ควรถอดออกก่อน

9. ควรคำนึงถึง “ ลีลา” ที่ดูดีด้วยนะ อย่าให้การใช้มือของคุณออกมาในลักษณะเก้งก้าง หรือมือไม่พันกันมั่วไป หมด

10. เทคนิคเกี่ยวกับการใช้มือและนิ้วมีหลายอย่าง เช่น ลูบ คลำ ขยำ ขยี้ เคล้น คลึง นวด นาบ เกา ฯลฯ ควรฝึก และปฏิบัติการให้ได้หลายรูปแบบและคล่องแคล้ว

11. การใช้นิ้วมือแหย่แยงเข้าไปในบางจุด ควรรอให้มีการ “ หล่อลื่น” เสียก่อน อย่าฝืนแหย่ไปในความแห้งผาก แทนที่จะกระตุ้นอารมณ์ เหตุการณ์อาจเป็นตรงกันข้าม

12. ล้างมือให้สะอาดทันทีหลังปฏิบัติการ ถ้าคุณไม่อยากเป็นโรคผิวหนัง เช่น หิด กลกา ฯลฯ และคุณคงไม่อยาก ให้ “ กลิ่น” ติดมือจนคนอื่นจับได้








"วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร" วัดโบราณคู่เมืองเชียงใหม่



"วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร"

"วัดเจดีย์ หลวงวรวิหาร" อีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดเชียงใหม่ โดยวัดนั้นตั้งอยู่ที่ถนนพระปกเกล้า วัดนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่พอดี ประดิษฐานเจดีย์ใหญ่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1913-1954)

ต่อมาพระยาติโลกราชโปรดให้ช่างขยายเจดีย์ให้สูงและกว้างกว่าเดิม แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2024 และอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานระหว่าง พ.ศ.2011-2091 นานถึง 80 ปี ต่อมาในสมัยพระนางจิระประภา ได้เกิดแผ่นดินไหวเมื่อปี พ.ศ. 2088 ทำให้ยอดเจดีย์หักโค่นลง ปัจจุบันเจดีย์มีความสูงคงเหลือ 40.8 เมตร ฐานกว้างด้านละ 60 เมตร

วิหารหลวงของวัดนี้เจ้าคุณอุบาลีคุณปรมาจารย์ (สิริจันทะเถระ) และเจ้าแก้วนวรัฐเป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2471 หน้าประตูทางเข้าวิหาร มีบันไดนาคเลื้อยงดงามยิ่ง ใช้หางเกี่ยวกระหวัดขึ้นไปเป็นซุ้มประตูวิหาร นาคคู่นี้เป็นฝีมือเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่เดิมได้ชื่อว่าเป็นนาคที่สวยที่สุด ของภาคเหนือ

ในวัดเจีย์หลวงนี้ยังมี เสาอินทขิล หรือ เสาหลักเมือง สร้างขึ้นเมื่อครั้งพ่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 1839 ประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็กๆ เสาอินทขิลนี้สร้างด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ ฝังอยู่ใต้ดิน ทุกปีในวันแรม 12 ค่ำเดือน 8 (เหนือ) หรือประมาณเดือนพฤษภาคมจะมีงานเรียกว่า เข้าอินทขิล เป็นการฉลองหลักเมือง

ข้อมูลโดย : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สำนักงานใหญ่)

เปิดตัวแวน14 ที่นั่ง Nissan NV3500 HD 2012

กลับมาพบกันอีกครั้งกับข่าวสารวงการยานยนต์ วันนี้ทาง Thaicarlover.com มีข่าวรถยนต์ใหม่จากค่ายรถยนต์ Nissan มาฝากเพื่อนๆ กันครับ

ถ้าพูดถึง Nissan NV หลายๆ คนคงนึกถึงรถขนาดเล็กๆ ที่มีการทำตลาดในประเทศไทยเมื่อหลายปีก่อน แต่วันนี้ Nissan NV3500 HD Passenger Van รุ่นใหม่ล่าสุด ได้มาพร้อมโฉมใหม่ ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 14 คน และสามารถปรับรูปแบบที่นั่งภายในได้มากถึง 324 แบบ ซึ่งผู้โดยสารสามารถปรับตำแหน่งเบาะนั่งแถว 2 และ 3 หรือถอดออกได้ ในขณะที่เบาะนั่งแถวที่ 4 ซึ่งพับเก็บได้ในอัตรา 50:50 สามารถถอดออกได้บางส่วน หรือทั้งหมดได้เช่นกัน

Nissan NV 2012

Nissan NV 2012

ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ ออฟฟิศเคลื่อนที่ๆ มีแหล่งจ่ายไฟขนาด 120 โวลท์ มาพร้อมบานประตูที่สามารถเปิดกว้างได้มากเป็นพิเศษ ประตูท้ายเปิดปิดแบบตู้กับข้าวในอัตรา 50:50 ไฟส่องสว่างส่วนตัวในที่นั่งแถวที่ 2, 3 และ 4

นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายเช่น ระบบนำทาง ระบบโทรศัพท์แบบ Bluetooth กล้องมองหลังที่ช่วยทำให้สามารถจอดรถขนาดใหญ่นี้ได้สะดวกมากขึ้น

ด้านข้าง Nissan NV 2012

ด้านข้าง Nissan NV 2012

ส่วนขุมพลังของ NV3500 HD รุ่นปี 2012 นี้ มี 2 รุ่นให้เลือกคือ เครื่องยนต์ V6 4.0 ลิตร 261 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 381 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ V8 317 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 522 นิวตันเมตร โดยทั้งสองรุ่นเครื่องยนต์ถูกขับเคลื่อนผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ heavy duty 5 สปีด โดยรุ่นเครื่องยนต์ V6 มี 2 รุ่นย่อยคือ S และ SV ในขณะที่รุ่นเครื่องยนต์ V8 มีเพียงรุ่นเดียวคือ SL

โดย Nissan จะเริ่มจำหน่าย NV โฉมใหม่นี้ในสหรัฐอเมริกาในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2012 ที่จะถึงนี้

ภายใน Nissan NV 2012

ภายใน Nissan NV 2012

สุดท้ายนี้เว็บ Thaicarlover.com อยากให้เพื่อนๆ ช่วยเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ประสบปัญหาอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม หรือกำลังเตรียมการรับมือกับน้ำท่วม และน้ำท่วมรถ ด้วยครับ และถ้าเพื่อนๆ สามารถช่วยเหลือสิ่งใดได้ก็ขอให้ช่วยเหลือตามกำลังความสามารถครับ

สำหรับแฟนๆ นิสสัน ในบ้านเราอาจจะต้องรอลุ้นว่าจะมีอะไรเด็ดๆ มาเปิดตัวที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โปร 2011 (Motor Expo 2011) ในปลายปีนี้ หรืองานมอเตอร์โชว์ 2012 (Motor Show 2012) ในต้นปีหน้าหรือไม่ ซึ่งอันนี้แฟนๆ Nissan ต้องติดตามกันต่อไปครับ

ข้าวหน้าเนื้อใจเสือ

ข้าวหน้าเนื้อใจเสือ

ส่วนผสม
1.เนื้อวัวสไลด์(หรืออาจจะเป็นเนื้อหมูก็ได้) 1 ถ้วย
2.น้ำตาล 2 ช้อนชา
3.ซอสหอยนางรมแม็กกี้ 1 ช้อนโต๊ะ
4.ซอสปรุงอาหารแม็กกี้ 1/2 ช้อนโต๊ะ
5.งาคั่วบุบพอแตก 1 ช้อนโต๊ะ
6.ต้นหอมหั่นฝอย 1 ช้อนชา
7.น้ำสต็อก 5+5+5 1 ถ้วย
8.น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ
9.ข้าวหอมมะลิร้อนๆ 1 ถ้วย

วิธีทำ
หมักเนื้อวัวสไลด์ด้วยซอสปรุงอาหารแม็กกี้ และ ซอสหอยนางรมแม็กกี้ ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน พอกระทะร้อนใส่เนื้อสไลด์ ผัดพอสุก ใส่งาบุบ ใส่น้ำสต็อก 5+5+5 ปรุงรสด้วยซอยหอยนางรมแม็กกี้ และน้ำตาล ปล่อยให้เดือดอีกครั้ง ตักราดบนข้าวสวย โรยด้วยต้นหอม ยกเสิร์ฟได้


ตามติดความอร่อยแบบมีสไตล์อย่างนี้ได้ที่www.goodfoodgoodlife.in.th

เลียบย่านบางขุนพรหม-บางลำพู เดินเท้าดูวัดวังเก่าแก่ในเมืองกรุง

โดย : หนุ่มลูกทุ่ง

พระศรีอริยเมตไตรย วัดอินทร์
ย่านบางลำพูที่วันนี้น้ำปิ่มตลิ่งและมีไหลล้นมาท่วมบ้างในบ้างพื้นที่ตามน้ำทะเลหนุน เป็นสถานที่ที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะฉันทำงานอยู่แถวนี้ แต่ในย่านติดๆกันอย่างบางขุนพรหม ฉันกลับไม่ค่อยได้ไปเดินซอกแซกเลย แต่หลังจากที่ "พี่นัท-จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา" ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์คนเดิมชวนฉันไปเดินเล่นย่านบางขุนพรหมบางลำพู ในกิจกรรมสรรพ์สารศิลป์ เมื่อไม่นานมานี้ ฉันในฐานะคนย่านนี้รีบตกปากรับคำในทันที

สำหรับสถานที่แรกในทริปเดินเท้านี้ พวกเราไปเจอกันที่วัดอินทร์ หรือ “วัดอินทรวิหาร” สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลายประมาณ พ.ศ.2295 เดิมชื่อวัดไร่พริก แต่มาเปลี่ยนเมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯพระราชทานที่ดินในตำบลบางขุนพรหมให้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนของครอบครัวเชลยชาวเวียงจันทน์ เจ้าอินทร์ผู้เป็นน้าชายของเจ้าน้อยเขียวพระสนมเอก ได้บูรณะพระอารามขึ้นและนิมนต์เจ้าคุณพระอริญญิก พระสงฆ์ชาวเวียงจันทร์ที่อพยพมาด้วยกันขึ้นปกครองวัด ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ว่า “วัดอินทร์” ตามนามผู้บูรณะ ต่อมามีการบูรณะอีกครั้งหนึ่ง ผู้บูรณะคือ เจ้าอินทวงศ์ พระราชโอรสในสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพ

อุโบสถทรงไทยแบบอยุธยาของวัดอินทร์
ภายในวัดแห่งนี้มีพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธรูปหลวงพ่อโต หรือ “พระศรีอริยเมตไตรย” ได้ริเริ่มสร้างโดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) เป็นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรขนาดใหญ่ สูงถึง 16 วา กว้าง 5 วา 2 ศอก ซึ่งถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปปางประทับยืนทรงบาตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย และบนยอดเกศประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุให้เราได้กราบไหว้กันด้วย

ส่วนอุโบสถมีลักษณะเป็นทรงไทยแบบอยุธยา ประดับและปูพื้นด้วยหินอ่อนและหินแกรนิต ช่อฟ้าใบระกาหน้าบัน ซุ้มเสมา เป็นงานฝีมือปูนปั้นแบบอยุธยา ประดับกระจกดูแล้วงดงามมากทีเดียว ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสมัยอยุธยา และอีกสิ่งที่ไม่ควรพลาดคือจิตรกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องชีวประวัติของหลวงพ่อโตเอาไว้

พระประธานสมัยอยุธยาภายในอุโบสถวัดอินทร์
จากวัดอินทร์ ฉันเดินข้ามถนนมายัง “วังบางขุนพรหม” อัครสถานในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้ประทานกำเนิดวังบางขุนพรหมแห่งนี้โดยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯให้รวบรวมจัดซื้อที่ดินสร้างพระราชทานเป็นที่ประทับของเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯ พระราชโอรส เมื่อปีพ.ศ.2442 ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากยุคบาโรกและรอกโกโกที่ดูแล้วรู้สึกถึงลวดลายที่โดดเด่นงดงามยิ่งนัก

ในอดีตวังแห่งนี้เป็นสถานที่จัดงานสโมสรสันนิบาต ต้อนรับแขกเมือง เป็นที่จัดงานสังสรรค์ของพระบรมวงศานุวงศ์ และเป็นสถานที่ให้ครูชาวต่างชาติใช้จัดสอนวิชาต่างๆให้กับพระธิดาและเจ้านายฝ่ายในของวังอื่นๆ จนเรียกกันติดปากว่า “บางขุนพรหมยูนิเวอร์ซิตี้”

สถาปัตยกรรมของวังบางขุนพรหม
แต่มาภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ฯต้องลี้ภัยไปประทับ ณ เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย วังบางขุนพรหมได้แปลงมาใช้เป็นสถานที่ราชการหลายแห่งด้วยกัน จนเมื่อปี 2488 ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เช่าวังบางขุนพรหมเป็นที่ทำการธนาคาร และเคยใช้เป็นที่ตั้งสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของประเทศไทยที่เรียกว่า สถานีโทรทัศน์ ไทยทีวี ช่อง 4 บางขุนพรหม มาในปัจจุบันได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย

สำหรับพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย วังบางขุนพรหม โดยปกติแล้วการจะเข้าชมภายในจะต้องทำหนังสือขออนุญาตผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 สัปดาห์ แต่ในช่วงนี้เปิดให้เข้าชมได้โดยไม่ต้องทำหนังสือขออนุญาตในวันจันทร์และอังคาร ในเวลาราชการ โดยเฉพาะวันอังคารจะมีการบรรยายพิเศษเกี่ยวกับประวัติ ในเวลา 10.30-11.00 ใครที่สนใจก็อย่ารอช้า มาชมกันได้เลย

พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย วังบางขุนพรหม
ใกล้ๆกับวังบางขุนพรหมนั้น ก็เป็นที่ตั้งของ “วังเทวะเวสม์” ซึ่งเป็นวังที่รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯสร้างพระราชทานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เมื่อ พ.ศ.2457 ตัวตำหนักใหญ่วังเทวะเวสม์ ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอังกฤษ เป็นอาคารแบบยุโรป 3 ชั้น ศิลปะแบบนีโอคลาสสิค ส่วนอาคารย่อย 7 หลัง ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียน แต่ปัจจุบันอาคารเหลือเพียง 2 หลังเท่านั้น

พิพิธภัณฑ์ฯวังเทวะเวสม์
หลังจากที่กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการสิ้นพระชนม์เมื่อปี พ.ศ.2466 กระทรวงสาธารณสุขซื้อวังเทวะเวสม์และใช้เป็นที่ตั้งกระทรวง ต่อมาเมื่อกระทรวงสาธารณสุขย้ายไปอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ซื้อที่ทั้งหมดไว้ และได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ จัดแสดงวิธีอนุรักษ์โบราณสถานวังบางขุนพรหมและวังเทวะเวสม์ในเชิงวิชาการด้านสถาปัตยกรรม ดังเช่นในปัจจุบัน

เมื่อชม 2 วังอันทรงคุณค่าทางสถาปัตยกรรมกันแล้ว พวกเราเดินเลียบถนนสามเสนมายังสามเสนซอย 5 ต่อไปยัง “วัดสามพระยาวรวิหาร” วัดเก่าแก่ในสมัยรัชกาลที่ 1 โดยหลวงวิสุทธิ์โยธามาตย์ (ตรุษ) ขุนนางเชื้อสายมอญ พร้อมด้วยวงศาคณาญาติได้ร่วมใจกันยกที่ดินพร้อมทั้งบ้านเรือนของขุนพรหม (สารท) ผู้เป็นน้องชาย อุทิศถวายเป็นวัดเพื่อเป็นผลบุญและเป็นอนุสรณ์แก่ ขุนพรหม ซึ่งเสียชีวิตด้วยไข้ป่า วัดนี้จึงได้ชื่อว่า "วัดบางขุนพรหม"

พระอุโบสถแบบจีน วัดสามพระยา
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่3 วัดบางขุนพรหมชำรุดทรุดโทรมลง พระยาราชสุภาวดี (ขุนทอง) พระยาราชนิกุล (ทองคำ) และพระยาเทพอรชุน (ทองห่อ) ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาวคนสุดท้อง (พวา) ของหลวงวิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) และขุนพรหม (สารท) จึงพร้อมใจกันปฏิสังขรณ์วัดจนสำเร็จบริบูรณ์ แล้วน้อมเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 3 และพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ รับเป็นพระอารามหลวง พร้อมทั้งพระราชทานนามว่า "วัดสามพระยาวรวิหาร"

พระพุทธเกสร พระประธานภายในอุโบสถวัดสามพระยา
พระอุโบสถของวัดก่ออิฐถือปูน หลังคาซ้อน 2 ชั้น มุงกระเบื้องลอนเคลือบสีแบบจีน หน้าบันไม่มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ภายในประดิษฐานพระประธานนามว่า "พระพุทธเกสร" เป็นพระพุทธรูปปิดทองปางสมาธิ นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์อีกได้แก่ พระพุทธรูปปูนปั้นขนาดใหญ่ปางอุ้มบาตร หรือหลวงพ่อนั่ง และพระพุทธไสยาสน์ หรือหลวงพ่อนอน ที่เป็นที่นับถือของชาวบ้านในละแวกนี้ด้วย

พระนอนวัดสามพระยามีพุทธลักษณะยิ้มดูอ่อนโยน
จากวัดสามพระยา พวกเราเดินต่อไปตามถนนสามเสนผ่านแยกบางลำพูตรงไปยังตรอกมัสยิดจักรพงษ์ เพื่อไปยัง “มัสยิดจักรพงษ์” หรือ “สุเหร่าวัดตองปุ” เป็นศาสนสถานของชาวไทยมุสลิมในย่านบางลำพู สร้างขึ้นโดยชาวเมืองปัตตานีที่ถูกกวาดต้อนมาในสมัยรัชกาลที่ 1

มาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เชลยที่มีความสามารถทางด้านการทำทองจะถูกส่งตัวมาทำงานในย่านนี้ ทำให้ชุมชนมัสยิดจักรพงษ์มีความสามารถในเรื่องการทำทองสืบต่อกันมา แต่ปัจจุบันในชุมชนไม่มีการทำทองแล้ว เนื่องจากการทำทองทำได้ยากและเสียเวลาทำให้ไม่มีผู้ใดสืบทอดการทำทองต่อไป

มัสยิดจักรพงษ์ สร้างโดยชาวปัตตานี
เปลี่ยนอารมณ์เข้ามัสยิดไปแล้วก็กลับมาปิดท้ายทริปนี้ที่ “วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร” วัดที่มีชื่อเป็นมงคลยิ่งวัดนี้สร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดกลางนา มาในสมัยรัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯให้เปลี่ยนเป็นวัดตองปุ เพื่อเป็นเกียรติแก่ทหารชาวรามัญในกองทัพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้กับพม่าในสงครามเก้าทัพ สงครามท่าดินแดงและสามสบ และสงครามที่ป่าซาง นครลำปาง

พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฎฐ์ พระประธานวัดชนะสงคราม
เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาททรงปฏิสังขรณ์วัดแห่งนี้แล้วถวายเป็นพระอารามหลวง รัชกาลที่ 1 ก็ได้โปรดเกล้าฯพระราชทานนามให้ใหม่ว่า“วัดชนะสงคราม” เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ทรงมีชัยชนะต่อพม่าในการรบทั้ง 3 ครั้ง

พระอุโบสถมีขนาดใหญ่ลักษณะเป็นโรงโถง หน้าบันมีช่อฟ้าใบระกา หางหงส์ แกะสลักเป็นรูปซุ้มประตูมีนารายณ์ทรงครุฑ ซุ้มประตูเป็นรูปปั้นลายกนก บานประตูจำหลักลายกนกลงรักปิดทองประดับกระจก ด้านในมีภาพจิตรกรรมเขียนสีอันงดงาม สำหรับพระประธานภายในพระอุโบสถนามว่า “พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชษฐ์” เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย

พระอุโบสถแบบไทยขนาดใหญ่ วัดชนะสงคราม
เมื่อกราบไหว้ขอพรปิดท้ายและชมความงามของฝีมือสกุลช่างวังหน้ากันแล้ว ก็เป็นอันจบทริปเดินเท้าเลาะเลียบย่านบางขุนพรหม-บางลำพู ซึ่งช่วงนี้สถานการณ์ในย่านนี้แม้จะไม่ได้รับผลกระทบจากสภาวะน้ำท่วม แต่ก็ถือว่ายังเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเนื่องจากอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา แต่ถ้าหากว่าเหตุการณ์น้ำท่วมผ่านพ้น บริเวณนี้ถือเป็นอีกหนึ่งย่านประวัติศาสตร์ที่มากไปด้วยสิ่งชวนชมและของกินอร่อยๆ ซึ่งผู้สนใจสามารถหาวันหยุดมาเดินเที่ยวกันได้แบบไม่รู้เบื่อ

ที่มา http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9540000145272

แปลงกายเป็นซุปเปอร์ฮีโร่สาว ฉีกกฎความจำเจของทรงผม

ใครที่เบื่อทรงผมซ้ำซากจำเจ อยากฉีกกรอบตัวเองให้ดูแข็งแกร่ง แฝงความเซ็กซี่ ทรงพลังแบบฮีโร่สาว หน้าหนาวนี้ เซบาสเตียน โปรเฟสชั่นแนล (Sebastian Professional) แบรนด์ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมแห่งแฟชั่นระดับมืออาชีพ เผยพลังแห่งการสร้างสรรค์แฟชั่นผมสุดร็อกเหนือจินตนาการ “แดร์เดฟเวิล ดีว่า เน็กซ์ อัพ” คอลเลคชั่นในสไตล์ซุเปอร์ฮีโร่สาวทรงพลังสุดเปรี้ยว ที่ดูเท่ และร้อนแรงเหนือธรรมชาติ

คอลเลกชันสุดร็อกนี้ เซบาสเตียนได้รับแรงบันดาลใจจากดีว่าตัวจริง มายา ไอวาร์สัน (Maja Ivarsson) ร๊อกเกอร์สาวชาวสวีเดนแห่งวงเดอะ ซาวด์ (The Sound) เจ้าของรางวัลแกรมมี่ที่โดดเด่นด้วยเสียงร้องแหบเสน่ห์ พร้อมรอยสักรูปการ์ตูนฮีโร่สาวสุดคลาสสิก โมเดสตี้ เบลส (Modesty Blaise) อันเป็นเอกลักษณ์ที่สื่อถึงพลังแห่งความดุร้ายและกล้าหาญของหญิงสาว นำมาสู่การรังสรรค์ทรงผมคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “แดร์เดฟเวิล ดีว่า เน็กซ์ อัพ” ด้วยแนวคัตติ้งที่แข็งแกร่ง ผสานสีสันบนเส้นผมที่ดูมีชีวิตชีวา และการสไตลิ่งอันทรงพลังที่เน้นวอลุ่ม ดูเงางาม เปี่ยมไปด้วยกำลังอันกล้าหาญ

คอลเลกชันนี้ได้นำเสนอ 3 ธีมแฟชั่นผมของผู้กล้าผ่านซุเปอร์ฮีโร่สาว สะท้อนบุคลิกและสไตล์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

แคสเทรล เคท (Kestral Kate)


ภาระกิจ: เพื่อช่วยเหลือและปกป้องโลกจากความน่าเบื่อจำเจ เธอจึงแปลงร่างกลายเป็นปักษาสวรรค์พร้อมพลังความเงางามทุกเลเยอร์ และความไม่สมส่วนกันในทุกมุมมองของแนวคัตติ้งที่ดูอันตราย สามารถปรับเปลี่ยนได้ถึง 2 ลุคเด่น


บูลเล็ท-พรูฟ ฟลิป (Bullet-Proof Flip) ผมเรียบตรง ปลายผมบางเบางดุจขนนก เก๋ไก๋ด้วยหน้าม้ามหัศจรรย์ อวดสีสันที่กระจายอยู่บนแนวผมได้เต็มที่ ให้เท็กซ์เจอร์ที่เงางามดูมีชีวิตชีวา


วันเดอร์ วิงส์ (Wonder Wings) ปลดล็อคจากสิ่งเดิมๆ สู่อิสระ ด้วยการเคลื่อนไหวที่เหมือนกำลังล่อยลองอยู่บนอากาศของลอนผมขนาดยักษ์ ช่วยสร้างเท็กซ์เจอร์อันยอดเยี่ยม เผยความงามที่เปล่งประกาย และกล้าหาญ


ไดนาไมต์ ดอน (Dynamite Dawn)

ภารกิจ
: เธอมาเพื่อเตรียมพร้อมโลกนี้ให้รับมือกับการเผาไหม้จากพลังการระเบิดของดวงดาว จุดประกายความร้อนแรงให้พลุ่งขึ้นด้วยผมสีแดงเพลิง เปลี่ยนแปลงเธอให้ดูน่าเร้าใจยิ่งขึ้น กับแนวคัตติ้งที่ไหลลื่น พริ้วไหว พร้อมสร้างสรรค์ 2 ทรงผมสุดชิคได้ในพริบตา


เรด สตรอม (Red Strom) รูปทรงที่เคลื่อนไหวอย่างมีพลัง ผมด้านหน้าเรียบตรง เงางาม สร้างวอลุ่มดุจขุมนรกที่ผมด้านบนและด้านหลัง ให้ความรู้สึกตรงกันข้ามอย่างชัดเจน

อินฟา-เรด เวฟส์ (Infa-Red Waves) ไม่มีอะไรที่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป ด้วยผมที่เป็นลอนคลื่นดุจเสาส่งสัญญาณ ผมหน้าม้าที่ทื่อแต่ดูนุ่มนวลสร้างลูกเล่นใหม่ให้กับทรงผม และเท็กซ์เจอร์ปลายผมช่วยให้ดูร้อนแรงยิ่งขึ้น

ปิดท้ายด้วย เลดี้ ลูซี่ (Lady Lucy)

ภารกิจ: ปกป้องโลกด้วยอำนาจแห่งอาว็อง-การ์ด พร้อมปกครองอาณาจักรดุจราชินี ผมยาวสลวยมีเลเยอร์เหมาะกับสาวผู้สูงส่งที่ควรเคารพ เธอมีลุคที่น่าตะลึงถึง 2 ลุคให้ชื่มชม


ซุเปอร์-พาวเวอร์ เคราน์ (Super-Power Crown) มงกุฎใหม่สำหรับค่ำคืนสุดเหวี่ยง


เฮลแคท เครสเซินส์ (Hellcat Crescents) สไตล์ผมสุดอลังการ ดูน่าเกรงขามสะกดสายตาทุกคนให้จ้องมอง

8 เทคนิคเลือก "รองเท้า" ให้เหมาะและดีต่อสุขภาพเท้า

ขอบคุณภาพประกอบข่าวจากอินเทอร์เน็ต
"เท้า" อวัยวะที่สำคัญต่อร่างกาย และการดำรงชีวิต เพราะในแต่ละวันเจ้าอวัยวะส่วนนี้พาเราไปในที่ต่างๆ ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่หลาย ๆ ครั้งกลับถูกมองข้ามในการดูแล หรือถูกทำร้ายโดยการเลือกใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเท้าหรือมีความผิดปกติกับรูปเท้าได้ เช่น อาการหัวแม่เท้าเก หรือบิดเข้าสู่นิ้วชี้มากไป เป็นต้น

ในวันนี้ ทีมงาน Life & Family มีข้อมูลสุขภาพดี ๆ ในการเลือกรองเท้าจากโรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียลมาฝากกัน โดยมี 8 เรื่องที่ทุก ๆ บ้านไม่ควรมองข้าม ดังต่อไปนี้

1. เลือกซื้อรองเท้าที่ลักษณะเหมือนรูปเท้าของผู้สวมใส่ และมีขนาดพอดี เช่น ผู้ที่ปลายเท้ากว้าง ก็ไม่ควรใส่รองเท้าที่หัวเล็ก แคบ

2. ทำจากวัสดุที่อ่อนนุ่มต่อเท้า ทั้งด้านนอกและด้านใน ไม่มีตะเข็บแข็ง สามารถกันกระแทกและระบายอากาศได้ดี ซึ่งรองเท้าที่ทำจากหนังแท้ ส่วนใหญ่จะมีความยืดหยุ่น และระบายอากาศได้ดีกว่าหนังเทียม

3. ควรเลือกใช้รองเท้าแบบที่สามารถปรับขนาดได้ เพราะจะทำให้สวมใส่ได้พอดี

4. ไม่คีบดีกว่า การใส่รองเท้าคีบทำให้เกิดการเสียดสีบริเวณร่องนิ้วเท้า ไม่เหมาะในบางคนที่เท้าชา ซึ่งอาจเกิดแผลโดยไม่รู้ตัว

5. ส้นรองเท้าต้องแข็งแรง ยืดหยุ่น เกาะพื้น ไม่ลื่นขณะเดิน

6. ทดลองใส่รองเท้าเดินทั้ง 2 ข้าง ทุกครั้งที่ซื้อ เพราะเท้าคนเราจะไม่เท่ากันเสมอ ควรเลือกรองเท้าที่ใส่ได้พอดีกับเท้าเรามากที่สุด และการเดิน ทำให้เราทราบว่าขณะเดินมีการเสียดสี หรือขนาดพอเหมาะกับเท้าหรือไม่

7. ควรเลือกซื้อรองเท้าช่วงบ่ายๆ เพราะเท้าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อผ่านการเดินมาตลอดทั้งวัน เนื่องจากเลือดไหลเวียนลงสู่เท้ามากขึ้น จึงเหมาะที่จะเลือกรองเท้า เพื่อป้องกันปัญหารองเท้าคับแต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรม และชีวิตประจำวันด้วย

8. แบนไปก็ไม่ดี ความแบนราบของพื้นรองเท้า ไม่เหมาะกับสรีระเท้าต่อการรับน้ำหนัก ดังนั้นหากใส่รองเท้าแตะ และรองเท้าที่มีลักษณะแบนควรเลือกรองเท้าชนิดที่มีพื้นนิ่ม และเสริมบริเวณอุ้งเท้า

อย่างไรก็ดี การเลือกรองเท้าต้องเลือกให้เหมาะสมกับรูปเท้าด้วย อย่างคุณเป็นคน ฝ่าเท้าแบนชั่วคราว (คือเท้าแบนเมื่อเหยียบพื้นเท่านั้น) ควรสวมรองเท้าที่เสริมอุ้งเท้า (บริเวณพื้นรองเท้าด้านในช่วงกลางที่นูนขึ้น) เพื่อช่วยเส้นเอ็นพยุงอุ้งเท้า มีที่หุ้มด้านข้างและหลังเท้า เพื่อพยุงไม่ให้ส้นเท้าบิดและเท้าล้มเข้าด้านใน แต่ถ้าหาก ฝ่าเท้าแบนถาวร ซึ่งมักมีเท้าส่วนกลางกว้างกว่าปกติ ควรเลือกรองเท้าที่ด้านข้างกว้าง และมีพื้นนิ่มใส่สบาย

ส่วน คนที่อุ้งเท้าสูง ส่วนใหญ่จะมีปัญหาปวดบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า และส้นเท้า เพราะการรับน้ำหนักของอุ้งเท้าส่วนกลางหายไป รองเท้าจึงควรมีลักษณะเสริมอุ้งเท้าส่วนกลาง (ยกนูนช่วงกลางฝ่าเท้าและเสริมอุ้งเท้า) เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักจากฝ่าเท้าด้านหน้า และส้นเท้ามาที่อุ้งเท้า ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนิ่มและมีความยืดหยุ่น

นอกจากนั้นแล้ว คนเป็นเบาหวาน คือผู้ที่ต้องใส่ใจกับสุขภาพเท้าเป็นอย่างมาก เพราะมักมีปลายประสาททำงานผิดปกติ ทำให้เท้าชา มีนิ้วเท้าหงิกงอ ทำให้ฝ่าเท้าด้านหน้ารับน้ำหนักมากและนิ้วเท้าเสียดสีกับหัวรองเท้า จึงควรเลือกใส่รองเท้าพื้นนิ่ม มีหัวลึกและกว้าง ห้ามใช้รองเท้าคีบ เพราะอาจทำให้เกิดแผลบริเวณร่องนิ้วเท้าได้โดยไม่รู้ตัว

เมื่อทราบเทคนิคในการเลือกซื้อรองเท้าคู่ใจแล้วก็อย่ารอช้า รีบไปเปิดตู้เพื่อสำรวจว่ารองเท้าของคุณว่ามีคุณสมบัติดังที่กล่าวมาหรือไม่ และในครั้งต่อไป เมื่อจะเลือกซื้อรองเท้าก็อย่าลืมนำเทคนิคนี้ไปใช้กันดูนะครับ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม