3 สเต็ปของการแพ้ท้อง


แพ้ท้อง - ตั้งครรภ์

3 สเต็ปของการแพ้ท้อง
(M&C แม่และเด็ก)
เรื่อง : นาลันทา

คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่จะเริ่มรู้สึกถึงอาการแพ้ท้องเมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์ โดยจะมีอาการทั่ว ๆ ไป คือ วิงเวียนศีรษะ เคลื่อนไส้ อาเจียน มักมีอาการในช่วงเช้า จึงเรียกอาการเหล่านี้ว่า Morning Sickness

คุณแม่คนไหนโชคดี ก็จะมีอาการเพียงแค่วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้เล็กน้อย ไม่ถึงกับอาเจียน แต่คุณแม่ที่แพ้มาก อาจวิงเวียนจนลุกไม่ไหว และอาเจียนจนรับประทานอาหารไม่ได้ก็มีค่ะ

ครึ่งหนึ่งของคนท้องมีอาการแพ้

จากสถิติพบว่า ผู้หญิงตั้งครรภ์กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ มีอาการแพ้ท้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ มีไม่กี่รายที่แพ้ไปจนคลอด โดยมากอาการแพ้ท้องจะไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ และมีวิธีบรรเทาง่าย ๆ ด้วยการดื่มน้ำอุ่นจัด ๆ เมื่อเริ่มรู้สึกคลื่นไส้, รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก โดยรับประทานขณะอาหารยังร้อน, หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นคาว และอาหารมัน ๆ, แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อย่อย ๆ หลาย ๆ มื้อ รับประทานผลไม้ คุกกี้ นม เป็นอาหารว่าง, ดื่มน้ำผลไม้ช่วยเพิ่มความสดชื่น, ดื่มน้ำขิงร้อน ๆ หรือรับประทานขิงสกัดชนิดที่เป็นแคปซูลก็ได้ เพราะขิงมีสรรพคุณช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ดี, พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ไม่ควรนอนทันทีหลังรับประทานอาหาร เพราะจะทำให้อาเจียนได้ง่าย, ไม่อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น ที่ที่มีผู้คนหนาแน่น แต่ถ้าทำยังไงก็ไม่หายอย่าชะล่าใจค่ะ เพราะการแพ้ท้องของคุณอาจไม่ใช่การแพ้ท้องธรรมดา

คุณแพ้ท้องระดับไหน

ระดับที่ 1 มีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะเล็กน้อย มักมีอาการในช่วงเช้า รับประทานอาหารได้น้อยลง มีการอาเจียนบ้าง แต่สามารถบรรเทาได้เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้น ถ้าคุณแพ้ท้องแบบนี้ก็สบายใจได้ค่ะ ว่าการแพ้ท้องของคุณอยู่ในระดับ Morning Sickness ทั่ว ๆ ไป ไม่น่ากังวลมาก อ้อ...น้ำหนักตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือนแรก ควรเพิ่มขึ้น 1-2 กิโลกรัม ในช่วงที่แพ้ท้องมากจนรับประทานอาหารไม่ค่อยได้ คุณแม่ตั้งครรภ์อาจมีน้ำหนักลดลงเล็กน้อยค่ะ

ระดับที่ 2 มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ พักผ่อนอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น และมีปัสสาวะสีเข้ม ต้องรีบพบแพทย์ กรณีที่อาเจียนมากจนรับประทานอาหารไม่ได้ คุณหมออาจให้น้ำเกลือ หรือฉีดกลูโคส เพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลียก่อน แล้วอาจให้รับประทานยาประเภท Dimenhydrinate ซึ่งเป็นยาระงับอาการคลื่นไส้ ซึ่งต้องรับประทานก่อนที่จะเกิดอาการแพ้ รวมทั้งการแนะนำให้ปรับวิธีรับประทานอาหาร เมื่อพบแพทย์และปฏิบัติตามคำแนะนำแล้วอาการแพ้ท้องก็จะบรรเทาลงได้

ระดับที่ 3 เป็นการแพ้ท้องขั้นรุนแรง ซึ่งทางการแพทย์ เรียกว่า Hyperemesis Gravidarum (HG) พบประมาณ 0.3 ถึง 2% ในหญิงตั้งครรภ์ อาการจะรุนแรงถึงขั้นที่คุณแม่รับประทานอะไรไม่ได้เลย อาเจียนมากจนร่างกายขาดทั้งน้ำและอาหาร บางคนอาเจียนจนหลอดเลือดที่อยู่บริเวณหลอดอาหารมีการฉีกขาดจนมีเลือดปนมากับอาเจียน บางคนอาเจียนจนมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา ผู้ที่แพ้ท้องขั้นรุนแรง จะเริ่มแพ้เร็วกว่าการแพ้ท้องธรรมดาและมักจะแพ้นาน บางรายอาจแพ้ท้องอย่างหนักไปจนถึงคลอด แต่ส่วนใหญ่จะดีขึ้นเมื่อตั้งครรภ์ได้ 20 สัปดาห์

ถ้าแพ้ท้องถึงระดับนี้ก็จำเป็นต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่ออยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยแพทย์จะให้น้ำเกลือ ซึ่งบางครั้งอาจมีการให้อาหารผ่านทางน้ำเกลือ เช่น วิตามินบี 6 และให้ยาช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องด้วยค่ะ



ขอขอบคุณข้อมูลจาก

ปีที่ 34 ฉบับที่ 475 กันยายน 2554

สะกดจิตบำบัด ศาสตร์ใหม่รักษาโรคอ้วน

ลดความอ้วน

สะกดจิตบำบัด ศาสตร์ใหม่รักษาโรคอ้วน (ไทยโพสต์)

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "การสะกดจิตบำบัด" หรือการใช้เทคนิคทางจิตวิทยา ผสมผสานกับเทคนิคทางภาษาศาสตร์ มาช่วยจัดโปรแกรมการทำงานใหม่ให้กับจิตใต้สำนึกของมนุษย์ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ต้องการให้หมดไป และหนึ่งในนั้นคือการใช้การสะกดจิตบำบัด เพื่อรักษา "โรคอ้วน" ซึ่งเป็นโรคที่มาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารของมนุษย์ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และการบำบัดด้วยศาสตร์นี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยา หรือพึ่งเครื่องมือทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่ใช้หลักของความเชื่อนั่นเอง

นางสาวสิรินทร์ทิพย์ มณีรัตน์ นักสะกดจิตชั้นสูง จากศูนย์ให้คำปรึกษาและการสะกดจิตบำบัด กล่าวว่า การสะกดจิตบำบัดเพื่อช่วยลดความอ้วนนั้น มีหลักการทำงานคือ

1.การล้างข้อมูลที่เป็นด้านลบออกจากจิตใต้สำนึกก่อน โดยการใช้คำสั่งเพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ที่เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน ขณะเดียวกันผู้เข้ารับการรักษาไม่รู้สึกอึดอัด หากไม่สามารถรับประทานอาหารที่ตนเองชอบได้ ซึ่งขั้นตอนของบำบัดด้วยวิธีสะกดจิตนั้น อันดับแรกจะเริ่มจากการสร้างความผ่อนคลายให้กับผู้เข้ารับการบำบัด โดยการพูดเพื่อสร้างจินตนาการให้เกิดความสุข ในขณะไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น ทะเล หรือไปเที่ยวต่างประเทศ และได้อาบน้ำอุ่น ๆ เป็นต้น

หลังจากนั้นนักบำบัดจะพูดคุยกับผู้ที่เข้ารับการรักษาในระหว่างที่นอนหลับตา โดยการสร้างจินตนาการว่าการรับประทานอาหารมัน อาหารทอด ขนมหวาน ขนมเค้ก เป็นสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพและเป็นสาเหตุของโรคอ้วน ดังนั้นจึงควรงดเลือกรับประทานอาหารเหล่านี้

2.เป็นขั้นตอนการลงโปรแกรมใหม่ให้กับผู้รับการรักษา โดยผู้บำบัดจะพูดแนะนำผู้เข้ารับการรักษาว่า ควรหันไปรับประทานผักผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ หรือสร้างจินตนาการว่าการรับประทานผักและผลไม้นั้นมีรสชาติหวานกรอบอร่อย


ลดความอ้วน


หลังจากนั้นนักบำบัดจะแนะนำผู้เข้ารับการรักษาว่า ควรรับประทานน้ำเพราะนอกจากช่วยแก้กระหาย ยังทำให้ผิวพรรณของคุณเปล่งปลั่งได้ รวมถึงพูดแนะนำให้ผู้เข้ารับการรักษาออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3 ครั้ง ครั้ง 30-40 นาที ซึ่งการออกกำลังกายนั้นนักบำบัดกล่าวว่า หากผู้เข้ารับการรักษาไม่ต้องการออกกำลังกาย นักบำบัดก็จะไม่แนะนำให้ทำ เพราะศาสตร์ของการรักษานี้ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการบังคับ แต่น้ำหนักอาจลดลงช้า

"พูดง่าย ๆ ว่าเป็นการใส่คำสั่งด้านบวกเข้าไปยังสมอง หรือจิตใต้สำนึกของคนเรา เพื่อให้สมองเกิดการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ และเกิดการปฏิบัติตามไม่ว่าจะเป็นการเลิกรับประทานอาหารมัน อาหารทอด มาเป็นการรับประทานผักและผลไม้ ออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ก็จะช่วยทำให้น้ำหนักของผู้เข้ารับการรักษาลดลงได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือเครื่องมือแพทย์แต่อย่างใด และผู้เข้ารับการรักษาก็จะไม่รู้สึกหิวโหยนั่นเอง" นางสาวสิรินทร์ทิพย์ กล่าว

สำหรับระยะเวลาของการบำบัดลดความอ้วนด้วยการสะกดจิตนั้น ใช้เวลาครั้งละประมาณ 45 นาที-1 ชั่วโมง และต้องทำติดต่อกันอย่างน้อย 4 ครั้งจึงจะเห็นผล โดยน้ำหนักจะลดลงประมาณ 2 กิโลกรัม พร้อมกันนี้นักบำบัดกล่าวว่า ไม่ควรเว้นระยะห่างในการบำบัดเกิน 3 วัน ส่วนโปรแกรมด้านบวกที่สร้างขึ้นจะอยู่ในสมองได้นานหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการเชื่อฟังคำแนะนำของนักบำบัดเป็นหลัก แต่ส่วนใหญ่นักบำบัดกล่าวว่าจะอยู่ได้นาน โดยที่ผู้เข้ารับการบำบัดไม่ต้องปฏิบัติตนเป็นพิเศษ แต่ขอให้ปฏิบัติตามวิธีที่นักบำบัดแนะนำ

ส่วนกลุ่มอายุของผู้ที่สามารถเข้ามารับการบำบัดด้วยวิธีนี้ นักบำบัดกล่าวว่า สามารถเข้ารับการบำบัดได้ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ แต่ขอให้สามารถสื่อสารกันรู้เรื่องและเชื่อฟังนักบำบัดได้ อย่างไรก็ตามอาจมียกเว้นในกรณีของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เพราะช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่เด็กกำลังเริ่มที่จะพัฒนาบุคลิกภาพอยู่ จึงไม่จำเป็นต้องมาเข้ารับการรักษา แต่พ่อแม่สามารถบำบัดได้โดยตนเอง โดยการเลือกอาหารที่เหมาะสม โดยเน้นให้ลูกรับประทานผักและผลไม้ก็สามารถช่วยลดความอ้วนได้.





ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สวยลงตัวไปกับแฟชั่น โมเดิร์นวินเทจยีนส์

แฟชั่นยีนส์

แฟชั่นยีนส์

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก neuwdenim.com

ลองสังเกตเทรนด์แฟชั่นดูว่า แฟชั่นจากยุคเก่า ๆ มักจะกลับมาอินเป็นช่วง ๆ สลับกับเทรนด์แฟชั่นใหม่ ๆ ที่ผุดขึ้นมาทุกวัน และสำหรับ "ยีนส์" ไอเท็มแต่งตัวที่ไม่เคยตกยุคก็ผลัดหมุนเวียนกันมาเป็นเทรนด์แต่งกายสุดฮิปได้เสมอ อย่างช่วงสองสามปีที่ผ่านมานับเป็นช่วงพีคสุด ๆ สำหรับยีนส์เอวต่ำ และตอนนี้ยีนส์วินเทจทรงเอวสูงสมัยคุณแม่ยังสาวก็กลับมาครอบครองเทรนด์การแต่งกายอีกครั้ง

แต่สำหรับใครที่อยากเลือกอยู่ตรงกลางแบบพอดี ๆ ไม่แฟชั่นจ๋า แต่ว่าไม่ยอมตกยุค ลองมาดูตัวเลือกใหม่กับยีนส์ทรงโมเดิร์นวินเทจ ของ NEUW แบรนด์แฟชั่นจากออสเตรเลีย ที่ออกแบบไลน์กางเกงยีนส์ของตัวเองภายใต้คอนเซ็ปต์ "Vintage Revision" ได้มาเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง ยีนส์เอวต่ำสุดฮิตและยีนส์เอวสูงยุคคุณแม่ยังสาว กลายเป็นยีนส์ทรงพอดีตัว ขอบเอวกางเกงอยู่ใต้สะดือเล็กน้อย โชว์สะโพกอิ่มได้โดยไม่ต้องกลัวเนื้อรอบเอวจะปลิ้นแบบ "มัฟฟิน ท็อป" เหมือนตอนใส่กางเกงเอวซูเปอร์โลว หรือกลัวหน้าไม่เข้ากับทรงเอวสูงแบบวินเทจ ที่มักเป็นขากางเกงทรงตรงซึ่งหากใส่ไม่ดีก็เสี่ยงกลายเป็นป้าเอาได้ง่าย ๆ Vintage Revision จึงเป็นยีนส์ เอว มิด ไรส์ สูงพอดี ๆ และยังเข้ารูปแบบที่กำลังนิยมในตอนนี้ เนื้อผ้าก็เป็นเดนิมที่นิ่มใส่สบาย แม้จะเข้ารูปแต่ก็ไม่ฟิตจนอึดอัด ขยับเคลื่อนไหวตัวได้สบาย ๆ แน่นอน

แถม NEUW ยังได้ออกแบบยีนส์ภายใต้คอนเซ็ปต์ Vintage Revision มาถึง 5 ทรง 5 สไตล์เอาใจสาว ๆ ที่รักการแต่งตัว ทั้งเรเซอร์สกินนี่ สกินนี่ยีนส์แบบขายาวเหนือตาตุ่ม, วินเทจสกินนี่ สกินนี่พอดีตัว, มาริลิน ไฮ สกินนี่ สกินนี่ทรงเอวสูง, ฟรองซัวส์ สเตรท ยีนส์ขาตรงทรงกระบอก และเจนิส บูท ขาบานออกเล็กน้อยแบบทรงบูทคัท มีให้เลือกหลากหลายทรง แล้วแต่อารมณ์และลุคที่อยากให้เป็น ถูกใจทรงไหนก็เลือกมาแมทช์ให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองได้เลย !!

แฟชั่นยีนส์

แฟชั่นยีนส์

แฟชั่นยีนส์

แฟชั่นยีนส์

แฟชั่นยีนส์

เป็ดย่างพิโรธ



เป็ดย่างพิโรธ


ส่วนผสม (สำหรับ 3 ที่)
เป็ดย่าง 1 ถ้วย
พริกขี้หนู 1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
พริกไทย 1 ช้อนโต๊ะ
โหระพา 1/2 ถ้วย
ซอสปรุงอาหารแม็กกี้ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำสต็อก 5+5+5 1/2 ถ้วย
น้ำมัน
วิธีทำ

เริ่มต้นด้วยการนำเป็ดย่างมาหมักด้วย ซอสปรุงอาหารแม็กกี้ ทิ้งไว้ 10 นาที จากนั้น ผัดเครื่องที่โขลกไว้มี พริกขี้หนู กระเทียม ตะไคร้ พริกไทย ในกระทะจนหอม เติมน้ำซุป 5+5+5 ใส่เป็ด ปรุงรสด้วย ซอยปรุงอาหารแม็กกี้ ใส่ใบโหระพา เป็นอันเสร็จ รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ อร่อยได้ทุกมื้อเลยค่ะ


กิเลสกับความดี มักจะมาคู่กันเสมอ



กิเลสกับความดี มักจะมาคู่กันเสมอ


ถาม : (กิเลส) บางทีก็บางมาก จนจับไม่ได้ว่าเป็นกิเลส

ตอบ : มีอยู่สมัยหนึ่ง พระท่านทำภาพให้ดู กิเลสบางตัวเราไม่นึกว่าจะมีอยู่ แต่ก็มี เพียงแต่ว่าบางมากจนเราสาวไปไม่ถึง ท่านก็เมตตาทำให้ดู แหม..เหมือนกับหนูซุกอยู่ในรู ไม่กระดุกกระดิกอะไร เงียบอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้วกิเลสนั้นยังไม่ตาย ยังอยู่เต็มๆ เลย แต่ว่าไปแอบซ่อนอยู่อย่างมิดชิด พร้อมที่จะอาละวาดทันทีที่เราเผลอ..!

ถาม : บางทีกิเลสบางตัวหน้าตาคล้ายๆ เรา

ตอบ : อาตมาเคยเล่าให้ฟังว่า กิเลสกับความดีนั้นก้าวซ้อนมารอยเดียวกัน หน้าตาเหมือนกันเลย เพียงแต่สำคัญตรงก้าวสุดท้าย ว่าจะพาเราไปทางไหน ?

เคยยกตัวอย่างชัดที่สุดก็คือ เรื่องของการถวายสังฆทาน สมัยที่อาตมาอยู่วัดท่าซุง พอได้ปัจจัยมาจากการที่โยมถวายหรือการสวดมนต์ก็ดี ถึงเวลาก็จะรวบรวมไปถวายหลวงพ่อวัดท่าซุงเป็นสังฆทาน

สังฆทานที่วัดท่าซุง จะมีชุดละ ๑๐๐ บาท ชุดละ ๕๐๐ บาท ชุดละ ๑,๐๐๐ บาท ชุดละ ๒,๐๐๐ บาท หลวงพ่อท่านจะมอบวัตถุมงคลให้ตามราคา อาตมาตั้งใจว่าถ้าได้เงินมาจะเอาไปถวายสังฆทาน พอรวมแล้วได้เกิน ๑๐๐ บาท ก็คิดว่า เดี๋ยวรอให้ถึง ๕๐๐ บาท ค่อยเอาไปถวายชุดที่ใหญ่กว่า

แทนที่จะได้ ๕๐๐ บาท กลับเป็น ๗๐๐-๘๐๐ บาท เออ..ได้ชุดละ ๑,๐๐๐ บาท ค่อยไปถวาย เป็นอย่างนี้หลายครั้งด้วยกัน จนวันนั้นบังเอิญไปเห็นหน้าตากิเลสเข้า ใจหายวาบเลย ที่ใจหายวาบก็คือ ถ้าเราตายเสียก่อน แม้แต่ชุดละร้อยเดียวก็ไม่ได้ถวาย กิเลสหลอกเราได้ขนาดนั้น..!

กิเลสกับความดีจะขี่คอกันมาเลย เพียงแต่ว่าก้าวสุดท้ายกิเลสจะดึงเราลง ส่วนความดีจะพาเราขึ้น แค่นั้นเอง ทั้งๆ ที่การทำความดีแบบนั้นกิเลสยังหลอกเราได้

ถาม : เป็นกิเลสประเภทไหน เป็นโลภะกลายๆ หรือเปล่า ?

ตอบ : มีทั้งส่วนของ โลภะ และ โมหะ ด้วย โลภะ คือ อยากได้บุญมากขึ้น โมหะ คือ รู้ไม่เท่าทัน ให้กิเลสหลอกเราได้..สุดยอดจริงๆ กิเลสกับความดีหน้าตาเหมือนกันทุกอย่างเลย โดยเฉพาะหน้าตาเหมือนกับเรานี่แหละ..!

ถาม : แล้วเราจะรู้ทันได้อย่างไร ?

ตอบ : ซักซ้อม สติ สมาธิ ปัญญาให้มากๆ ไว้ จะรู้เท่าทันกิเลสได้เร็วขึ้น ไม่อย่างนั้นมักจะถูกพาไปหลายกิโลกว่าที่เราจะรู้ตัว


สนทนากับพระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๔





ขอบคุณบทความจาก วัดท่าขนุน

"ทีม กรุ๊ป" กางแผนที่มวลน้ำล่าสุดในทุ่งเจ้าพระยา ยังมีปริมาณเท่ากับเขื่อนภูมิพล1อ่าง

จากมวลน้ำก้อนใหญ่ที่ไหลบ่าจากนครสวรรค์ ชัยนาท อ่างทอง อยุธยา เข้าสู่กรุงเทพฯและปริมณฑลอยู่ในขณะนี้

โดยที่ยังไม่มีใครระบุได้แน่ชัดว่ามวลน้ำที่กำลังทะลักเข้ามามีปริมาณมากขนาดไหนและเราจะต้องรับมือกับน้ำอย่างไร
TEAM GROUP บริษัทที่ปรึกษามืออาชีพด้านน้ำได้ให้ข้อมูลพร้อมคำอธิบายไว้เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2554 ดังนี้

สถานะการณ์น้ำท่วมภาคกลางยังไม่ดีขึ้น แม้ระดับน้ำที่อยุธยาจะลดลง 2 ซม. และระดับน้ำที่บางไทรได้เริ่มคงที่ ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณน้ำในทุ่งเจ้าพระยาที่ยังมีมากกว่า 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เปรียบเสมือนมีอ่างเก็บน้าเขื่อนภูมิพลอีก 1 อ่าง อยู่ที่บางไทรและปริมาณน้้ำที่ไหลเข้าสู่ทุ่งเจ้าพระยา แม้จะลดลงแต่ยังมีปริมาณมากกว่าน้ำที่สามารถระบายลงสู่ทะเลได้ เช่น เมื่อ 21 ต.ค. มีน้ำไหลเข้าสู่ทุ่งเจ้าพระยาวันละ 419 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่สามารถระบายน้าลงสู่ทะเลทั้งที่ปากแม่น้าเจ้าพระยา ท่าจีน และทางทุ่งและคลองฝั่งตะวันออกรวมทั้งสิ้นได้วันละ 403 ล้านลูกบาศก์เมตร

ทำให้มีน้้ำเหลือสะสมเพิ่มเติมในทุ่งเจ้าพระยาอีกวันละ 16 ล้านลูกบาศก์เมตร จึงทำให้ระดับนำในทุ่งเจ้าพระยาตอนล่างเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ นครชัยศรี บางเลน บางใหญ่ เมืองนนทบุรี ปากเกร็ด ลาดหลุมแก้ว เมืองปทุมธานี คลองหลวง ธัญบุรี สายไหม ลำลูกกา หนองจอก คลองสามวา ลาดกระบัง บางเสาธง และบางบ่อ หากไม่สามารถระบายน้ำลงสู่ทะเลได้มากกว่านี้ จะมีผลทำให้พนังกั้นน้้ำที่อ่อนแอกว่าพังลง น้ำจะไหลพุ่งเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น และพนังกั้นน้ำที่ไม่แข็งแรงหรือความสูงไม่เพียงพอ ก็จะพังลงเรื่อยๆ ตามลำดับ




นอกจากนั้น ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป น้ำทะเลจะหนุนสูงขึ้นเรื่อยๆ จนไปหนุนสูงสุดในวันที่ 31 ต.ค.

ทำให้ระดับน้ำในแม่น้าเจ้าพระยาที่สะพานพุทธฯ อยู่ที่ +2.45 เมตรจากระดับน้ำทะเลกลาง (สูงกว่าเมื่อวันที่ 15 ต.ค.ประมาณ 15 ซ.ม.) ซึ่งจะมีผลเสริมทำให้ระดับน้ำในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่อยู่ใกล้แม่น้ำและมีคลองเชื่อมโยงกับแม่น้าเจ้าพระยาและ ท่าจีน หลังจากนั้นระดับน้ำจะทรงตัว และ จะค่อยๆ ลดลงอย่างช้าๆ จนถึงหลังวันที่ 15 พ.ย.ไปแล้ว ระดับน้าในพื้นที่ อ่างทอง อยุธยา สุพรรณบุรี จึงจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว

ส่วนในพื้นที่ บางไทร ปทุมธานี นนทบุรี นครชัยศรี สมุทรปราการ และกรุงเทพฯ ระดับน้ำจะลดลงอย่างช้าๆ ดังนั้นผู้ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่น้ำจะท่วม ได้แก่ พื้นที่บริเวณอ.วังน้อย อ.หนองเสือ ทางตะวันออกของอ.ธัญญบุรี พื้นที่ทางตะวันออกของเขตหนองจอก อ.บางน้ำเปรี้ยว และพื้นที่ฝั่งตะวันออกของคลองพระองค์ไชยานุชิต อ.ลาดบัวหลวง อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคกอ.เมืองปทุมธานีอ.บางใหญ่ และพื้นที่ด้านตะวันตกของถนนกาญจนาภิเษก ที่อยู่เหนือคลองมหาสวัสดิ์ขึ้นไป และพื้นที่ริมฝั่งแม่น้าท่าจีน จะต้องเสริมความแข็งแรงให้พนังกั้นน้ำต่างๆ และ เสริมเพิ่มความสูงให้เพียงพอ และให้คงทนอยู่ได้ถึงหลังวันที่ 15 พ.ย. ดังกล่าว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีทรัพย์สินมูลค่าสูง โรงงาน และนิคมอุตสาหกรรมที่ต้องป้องกันน้ำท่วมเป็นพิเศษที่ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของถนนหทัยราษฎร์ ถนนร่มเกล้า ถนนกิ่งแก้วและฝั่งตะวันออกของถนนบางพลี-บางตารุ ควรเสริมความแข็งแรงของพนังกั้นน้าให้มั่นคง และให้มีระดับความสูงไม่น้อยกว่า +3.50 เมตรจากระดับน้ำทะเลกลาง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน

ระหว่างทาง... ของการเดินถอยหลังกลับ



เคยไหม?

ที่คุณ... "ก้าวเดินไปข้างหน้า"
แต่... รู้สึกว่ามันเป็นการ "ถอยหลังกลับ"

เคยไหม?

ที่ท้องฟ้าในโลกส่วนตัวของคุณ
กลับเปลี่ยนจากสีฟ้ามาเป็นเมฆครึ้มสีเทาหม่น โดยไม่มีเค้าลางแห่งพายุร้าย...

ทุกอย่างพัดพาคุณกลับไปสู่จุดเริ่มต้น...
หรือไกลกว่านั้น...เปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นหยดน้ำตา
เปลี่ยนเสียงหัวเราะเป็นเสียงสะอื้นไห้...
ความทุกข์เข้ามาทดแทน วันเวลาแห่งความสุขของคุณ...

จนหมดสิ้น...

ความคาดหวัง คือ ปัจจัยหลักของ "ความทุกข์"
ความฝันบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์
ชีวิตคนเรามีปัญหา เพิ่มมากขึ้นตามวันเวลาที่หมุนไป...
ทุก ๆ วันเหมือนกับต้องตื่นขึ้นมา เพื่อเดินเข้าไปในสมรภูมิรบ
ฟาดฟันกับปัญหา...

หากคุณ "ชนะ" คุณก็จะเดินจากมาพร้อม "ความสำเร็จ" อีกครั้งหนึ่ง...
หากคุณ "แพ้" คุณก็อาจ "ล้ม" จมอยู่กับที่...


แล้วจะมีมั้ย... "ใครสักคน" บนโลกใบนี้...
ที่จะคอยยื่นมือให้ความช่วยเหลือเมื่อเราเจ็บปวด

เอาเข้าจริงในโลกใบนี้... เราจะมีใคร ?...
ใครที่เป็นของเราจริง ๆ... เกิดมาเพื่อเราจริง ๆ...

บทเรียนของการเดินถอยหลัง...
ทำให้รู้ว่าความ "คาดหวัง" มักมาพร้อมกับความ "ผิดหวัง" เสมอ...
เราคาดหวังว่าจะมีใครมาร่วมแบ่งปันความรู้สึก...
คอยประคับประคองอยู่เคียงข้าง... คอยรับเมื่อเราล้ม...
แล้วตั้งความหวังว่าเขาจะยืนอยู่เคียงข้างเราไปจนวันตาย...
มีลมหายใจของกันและกันอย่างอบอุ่น

แต่ในโลกของความเป็นจริงก็คือ... เราต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้...
หายใจด้วยตัวเองให้ได้... ลุกด้วยตัวเองให้ได้...

อ้อมแขนและลมหายใจของคนอื่น...
เป็นเพียงส่วนประกอบ ที่ทำให้เราเต็มพร้อมสมบูรณ์...
เราจำเป็นต้องก้าวเดินต่อไปให้ได้ แม้ไม่มีส่วนประกอบนั้นก็ตาม...

ฉันได้เรียนรู้ว่า...

ความฝันจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงได้เพื่อลดความเจ็บปวดในชีวิต...
เช่นเดียวกับความรัก...
สิ่งที่เรามอบไปอย่างทุ่มเท... โดยไม่เคยคิดถึงความผิดหวังที่จะตามมา...
มักทำให้เราเจ็บปวดจนสุดที่จะทน...


ความรัก... เปลี่ยนแปลงได้เสมอ...

รอยเท้าของเราเหยียบย่ำไปท่ามกลางความสับสน
บางครั้งเข็มนาฬิกาก็เดินเร็วขึ้น... บางครั้งกลับเดินช้าลง...
ทุกอย่างไม่เป็นดั่งที่วาดหวังไว้เสียที...
เพราะ เราควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้...

ความคิดของเขา... อาจทำให้เราเจ็บปวดจนสุดจะทน...
แต่เราก็ยังจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่... เพื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดนั้น...
ดังนั้นเมื่อมีน้ำตา... และตัดสินใจว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงอย่าหันกลับไปทางเดิม...
เพราะเรากำลังจะเดินจากมันมา... อาจไม่ใช่เขาหรือเราเป็นคนไม่ดี...

แต่ในบางเรื่อง... ก็อาจมีเหตุผลมากกว่าหนึ่งอย่าง...
อย่าพูดว่าเราทำเพื่อเขา... แต่กลับเอาตัวของเราเป็นที่ตั้ง...
เพราะนั่นไม่ใช่รักที่แท้จริง!...

ถ้าบนทางเดินที่ผ่านมาเราก้าวเร็วเกินไป...
มองย้อนกลับไปดูตัวเองใหม่... แล้วหัดเดินให้ช้าลง...

อย่างน้อยก็เหลือเพียงความทรงจำดีๆ ไว้คิดถึงกันนะ ^^

FW

มวลน้ำมีสามก้อน



เห็นภาพถ่ายดาวเทียมธีออสและฟังข่าวเรื่องมวลน้ำมี 2 ก้อน รู้สึกไม่สบายใจแทนคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นอย่างยิ่ง

เพราะแค่เจอก้อนแรกประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ก็เหนื่อยแทบรากเลือด เห็นจากฤทธิ์เดชที่ทลายคันกั้นน้ำตามหัวเมืองต่าง ๆ เรื่อยมาจนถึงนิคมอุตสาหกรรม และกำลังอาละวาดสร้างความปั่นป่วนให้กับ กทม.

ส่วนก้อนที่สองที่ถูกผลักเข้าไปอยู่ตามทุ่ง ทั้งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนและลุ่มน้ำป่าสักรวมกันแล้วราว 1 หมื่นลูกบาศก์เมตรหรือมีขนาดใหญ่กว่าก้อนแรก 1 เท่าตัว

ยังไม่รู้ว่า มวลน้ำก้อนที่สอง จะค่อย ๆ ทยอยเคลื่อนเลื่อนรินไหล หรือเทลงมาพรวดเดียวแบบก้อนแรก ถ้าค่อย ๆ รินไหลกลับสู่ลำน้ำเจ้าพระยา ท่าจีน และบางปะกง ความเดือดร้อนเสียหายคงไม่มากเท่าไหร่

แต่หากเทพรวดเดียวแล้วมาเจอกับน้ำทะเลหนุนสูงช่วงสิ้นเดือน ก็จะทำให้คันกั้นน้ำในพื้นที่ กทม.แตกเสียหาย และเกิดภาวะน้ำท่วมสูงอย่างที่คุณปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ เคยพยากรณ์เอาไว้

คราวนี้คงได้เห็นคน กทม.พากันฝึกหายใจทางเหงือกแบบปลา เพราะบ้านคน กทม.จะนิยมปลูกติดพื้นดิน ไม่ได้ปลูกใต้ถุนสูงแบบบ้านในชนบท ฉะนั้นเจอน้ำท่วมเพียง 1 เมตรก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โตแล้ว

คงด้วยเหตุนี้คุณยิ่งลักษณ์ จึงต้องใช้อำนาจกำปั้นเหล็ก ตามมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อสั่งให้ คุณชายสุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.เปิดประตูระบายเพื่อให้น้ำไหลผ่านใจกลาง กทม. โดยหวังจะช่วยลดความรุนแรงของมวลน้ำก้อนที่สอง

มองในแง่ชลประทาน หากโชคดีน้ำไม่ท่วม กทม. ก็ถือว่า คุณยิ่งลักษณ์ ไม่ได้แพ้กราวรูด แต่ยังเหลือชัยชนะในสนามรบจุดสุดท้าย


แต่มหาอุทกภัยที่เกิดขึ้น ไม่ได้ก่อปัญหาเฉพาะแง่มุมของชลประทาน คุณยิ่งลักษณ์ ยังต้องสู้รบในอีกหลายด้านอันได้แก่ ผลกระทบทางเศรษฐกิจ ซึ่งเกิดจากการลงทุนหยุดชะงัก ผู้คนตกงาน ตลาดขาดกำลังซื้อ ประกอบกับการเกิดสภาพข้าวยากหมากแพง สินค้าในตลาดหายาก

ผลลัพธ์ที่คำนวณออกมาเป็นตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรียกว่า จีดีพี จะหดหายไป 1-2 เปอร์เซ็นต์ ชาวบ้านคงไม่สนใจเท่ากับปัญหาความอดยากขาดแคลน

เพราะปัญหาความอดยากมักจะตามมาด้วยปัญหาสังคม นั่นคือ การตีชิงวิ่งปล้น สังคมขาดความเป็นสงบสุข อำนาจรัฐอ่อนแอ

ปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคม เมื่อนำมารวมกัน จะกลายเป็นปัญหาทางการเมือง บ้านเมืองที่เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงมักจะจบลงด้วยการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ฝ่ายค้านคงไม่นั่งเฉย ๆ ในทางตรงกันข้าม จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อตอกย้ำภาพความล้มเหลวของรัฐบาล สร้างแรงกระแทกไม่ต่างจาก

มวลน้ำก้อนที่สาม

กระแสมวลน้ำก้อนที่สามจะพัดพาคุณยิ่งลักษณ์ให้ล่องลอยไปขนาดไหน คาดเดาได้ยาก

แต่ที่เห็นผลแล้วแน่ ๆ ก็คือ มวลน้ำทั้งสามก้อน สร้างให้เกิดผลสะเทือนต่อแผนการเดินทางกลับประเทศไทยของคุณทักษิณ ชินวัตร อย่างแรง เพราะคุณยิ่งลักษณ์กำลังตกอยู่ในภาวะง่อนแง่น หากรีบกลับมายิ่งเป็นการซ้ำเติมให้เจ๊งเร็ว

แล้วคุณยิ่งลักษณ์ จะกลายเป็นคุณยิ่งทะลักในที่สุด

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

ย้อนดูประวัติศาสตร์"เมืองหลวง"ของโลกจมน้ำ


ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมืองไทยอาจประสบปัญหา"น้ำท่วมกรุงเทพฯ" และเมืองหลวงของประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็เคย"ถูกน้ำตีแตก"เช่นกัน

นาทีนี้ สิ่งที่สร้างความวิตกกังวลให้ชาวกรุงเทพฯ มากที่สุด คงหนีไม่พ้นข้อสงสัยว่า “กรุงเทพฯ จะเกิดน้ำท่วมหรือไม่?” เพราะสถานการณ์วิกฤติขึ้นทุกวัน บริเวณที่ถูกระบุว่า “เอาอยู่” หรือ “ไม่ต้องกังวล” ก็เห็นได้ว่าน้ำตีจนแตกพ่ายแทบทุกที่ จนวันนี้กรุงเทพฯ ประสบภาวะ “น้ำล้อมเมือง”

แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมืองหลวงของประเทศไทยประสบภาวะน้ำท่วม หากย้อนดูประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ ก็เคยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่หลายครั้ง เช่นในปี 2485 มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดอุทกภัยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง ส่วนระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก็เพิ่มสูงขึ้นจนท่วมท้นกรุงเทพมหานคร บริเวณสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ วัดระดับน้ำที่ท่วมได้สูงถึง 2.27 เมตร ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ส่วนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ในปี 2538 ก็เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่อีกครั้ง เมื่อพายุหลายลูกพัดถล่มทางตอนบนของประเทศไทย ทำให้น้ำเหนือไหลหลากท่วมกรุงเทพฯ ระดับน้ำสูงถึง 1 เมตร นานร่วม 2 เดือน

ที่สำคัญ ประเทศไทยก็ไม่ใช่ประเทศเดียวที่เมืองหลวงต้องเผชิญกับอุทกภัย เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมในกรุงมะนิลา จากเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 500,000 คน ทำให้ถนนหลายสายถูกตัดขาดเนื่องจากน้ำท่วม โรงเรียนและหน่วยงานราชการที่อยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต้องหยุดทำการ เที่ยวบินที่เข้าออกกรุงมะนิลาหลายเที่ยวถูกยกเลิก นอกจากนี้สถาบันการเงินต่างๆ เช่นธนาคารและตลาดหุ้นต้องหยุดทำการ ส่วนระบบรถไฟฟ้าก็หยุดให้บริการเนื่องจากไฟฟ้าไม่เพียงพอ



ส่วนเมื่อปี 2553 กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ก็เกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบศตวรรษ เนื่องจากฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้สะพานถูกตัดขาด เกิดดินถล่มและน้ำท่วมฉับพลัน ทางตอนใต้ของกรุงโซลถูกตัดไฟฟ้า ทำให้ระบบรถไฟใช้งานไม่ได้ ขณะที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินก็กลายสภาพเป็นสระน้ำ รถยนต์เป็นพันคันต้องจมใต้บาดาล ส่วนประชากรกว่า 4,500 คนไร้ที่อยู่อาศัย

ด้าน “จาร์กาต้า” เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย ก็ประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง เนื่องจากกระแสน้ำทะเลที่ขึ้นสูงผิดปกติ แต่อุทกภัยใหญ่ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2550 เพราะฝนที่ตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณที่ลุ่มต่ำหรือประมาณร้อยละ 70 ของเมือง สัญญาณโทรศัพท์ขัดข้อง การจราจรติดขัดเนื่องจากถนนบางส่วนถูกปกคลุมด้วยน้ำ ซึ่งต้นเหตุของอุทกภัยเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ และสิ่งก่อสร้างในเมืองที่ขวางทางน้ำไหลก็ยิ่งทำให้ปัญหานี้ร้ายแรงยิ่งขึ้น

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 57 ราย ส่วนประชากรอีกกว่า 250,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย หลายคนต้องไปอาศัยอยู่ใต้สะพานหรือกางเต้นท์ที่พักบริเวณสุสาน การช่วยเหลือของทางการก็ไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดปัญหาขาดน้ำสะอาดและอาหาร



และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประเทศโลกตะวันตกอย่างอิตาลี ก็เพิ่งเกิดน้ำท่วมในกรุงโรม เพราะพายุฝนถล่ม ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ต้นไม้หักโค่น ระบบขนส่งมวลชนขัดข้อง รถไฟใต้ดินต้องงดให้บริการและสายการบินบางเที่ยวดีเลย์ จนนายกเทศมนตรีกรุงโรมต้องออกมาประกาศภาวะฉุกเฉิน จากเหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย เนื่องจากจมน้ำในชั้นใต้ดินของอพาร์ทเม้นต์ และหลังจากฝนหยุดตก การจราจรก็ยังติดขัดโดยเฉพาะบริเวณชานเมือง

เมืองหลวงของหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อว่า“พัฒนาแล้ว”หรือ“กำลังพัฒนา”ก็เคยเกิดอุทกภัยเช่นกัน และถึงตอนนี้ กรุงเทพมหานครจะน้ำท่วมหรือไม่ ไม่มีใครรู้ เพราะน้ำแทรกซึมไปได้ทุกที่และคาดการณ์แทบไม่ได้ แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้คือต้องเตรียมป้องกันและไม่ประมาท เพราะหากน้ำไม่มาก็ดีไป แต่ถ้าน้ำมาเมื่อไหร่ จะได้ลดความเสียหายที่อาจเกิดกับชีวิตและทรัพย์สิน












ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

โน้ส อุดม ฝากมาบอก....

โน้ต อุดม แต้พานิช รับน้ำท่วม กทม. มีสโลแกนว่า

กระสอบทรายเป็นเพียงมายา มาม่า นี่ซิของจริง


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม