10 รถเด่นแห่งปี 2011

       แม้ ว่าตลอดช่วงปีนี้จะเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติที่ส่งผลต่อการผลิตของอุตสาหกรรม รถยนต์ทั่วโลกถึง 2 ครั้งในช่วงต้นและปลายปี แต่ทว่าตลาดรถยนต์ก็ยังเดินหน้า และผู้ผลิตรถยนต์ทั้งหลายต่างก็เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของตัวเองออกมาให้สัมผัสกันตลอดปี 2011 เรียกว่าเป็นร้อยๆ รุ่นเลยถ้านับทั้งหมด แต่ถ้านับเฉพาะโมเดลเชนจ์หรือรุ่นเปลี่ยนโฉม ก็มีนับสิบๆ รุ่นเช่นกัน
      
       และก็ถือเป็นธรรมเนียมที่เมื่อถึงช่วงปลายปี จะต้องมการสรุป 10 รถยนต์ใหม่ที่ถือเป็นรุ่นเด่นๆ ของปีออกมา และนี่คือรถยนต์ทั้ง 10 คันที่ได้รับเลือกจากทีมข่าวมอเตอริ่งของ ASTV ผู้จัดการ
      
       1.Toyota GT 86 : การกลับมาของสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหลังยุ่นที่มีราคาไม่แพง ซึ่งทำท่าว่าจะสูญพันธุ์ไปแล้วแต่โตโยต้ามองเห็นช่องว่างในตลาด บ้างก็ว่าเกิดขึ้นจากแรงผลักดันของอิทธิพลการ์ตูนที่มีตัวละครอย่าง AE86 Trueno ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม GT 86 หรือชื่อก่อนเข้าวงการ FT-86 ถือเป็นผลผลิตที่ได้รับการจับตามองอย่างมากจากแฟนๆ ทั่วโลก
      
       เพราะนี่คือครั้งแรกที่โตโยต้าหยิบยืมแพล็ตฟอร์ม และเครื่องยนต์บ็อกเซอร์แบบ 4 สูบ 2000 ซีซี ของซูบารุมาใช้ เช่นเดียวกับการเป็นตัวช่วยจุดประกายให้กับรถสปอร์ตขับหลังราคาไม่แรง หรือ Affordable Sport Car ที่เคยโด่งดังในยุค 80 และ 90 โดยอย่างน้อยการเปิดตัวโปรเจกต์นี้ก็ทำให้นิสสันเริ่มพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำซิลเวียกลับมาขายอีกครั้ง
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : GT 86 เป็นโปรเจกต์ที่โตโยต้าส่งขายทั่วโลก และมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์อีก 2 รุ่นคือ ซูบารุ BRZ และไซออน FR-S ส่วนตลาดไทย แว่วมาว่าในปีหน้ามีโอกาสสูงมากที่โตโยต้าจะนำเข้ามาเซอร์ไพรส์ในวาระฉลอง 50 ปีการทำตลาดในบ้านเรา ในราคาบวกลบ 2 ล้านบาท แต่ถ้านี่คือข่าวลวงยังไงคนไทยก็ได้ขับอยู่ดีผ่านทางบรรดาเกรย์มาร์เก็ต
      
       2.Honda Civic : รถยนต์สำคัญอีกรุ่นของฮอนด้า ซึ่งซีวิคใหม่ที่เห็นอยู่นี้เป็นเจนเนอเรชันที่ 9 นับจากเปิดตัวออกขายในตลาดโลกตั้งแต่ปี 1972 และฮอนด้ายังแบ่งรูปโฉมในการทำตลาดเหมือนเคย โดยในต้นปี 2011 เปิดตัวเวอร์ชันอเมริกาเหนือ มีขายทั้งตัวถังซีดานและคูเป้ออกมา ก่อนที่จะถึงคิวของตลาดยุโรปกับตัวถังแฮทช์แบ็ก ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวพันอะไรกันเลยในด้านงานออกแบบ
      
       สำหรับเวอร์ชันอเมริกาเหนือที่มีความใกล้เคียงกับรุ่นที่ขาย ในบ้านเรานั้น ทางฮอนด้ามีการปรับปรุงตัวรถหลายประการทั้งในแง่ของการออกแบบ สมรรถนะของเครื่องยนต์ R18A ให้มีความประหยัดน้ำมันขึ้น โดยที่รุ่น 2000 ซีซีไม่มีขาย ส่วนในรุ่นตัวแรง หรือ Si เปลี่ยนจากเครื่องยนต์ K20A ที่เลิกผลิตไปแล้วมาเป็น K24A ซึ่งให้ความเร้าใจในระดับเกิน 200 แรงม้า
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : ถ้าไม่เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ช่วงปลายปีนี้จนทำให้ไลน์ผลิตของฮอนด้าเสียหาย ลูกค้าชาวไทยคงได้ขับซีวิคใหม่กันไปแล้ว ดังนั้น การเปิดตัวของซีวิคใหม่ก็เลยโดนเลื่อนไปโดยปริยาย และน่าจะเปิดตัวในช่วงเวลาเดียวกับงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ปลายเดือนมีนาคม แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อเปิดตัวแล้ว จะสามารถส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้เมื่อไร ?
      
       3.BMW 3 Series : เจนเนอเรชันที่ 6 ของรถยนต์ที่ขึ้นชื่อว่าขายดีที่สุดของค่ายบีเอ็มดับเบิลยู โดยซีรีส์ 3 ใหม่มากับรหัส F30 แทนที่รุ่นเดิมซึ่งเป็นรหัส E90 และมาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่สวยโดดเด่นโดยอ้างอิงเส้นสายและสไตล์การออกแบบมาจากรถรุ่นพี่อย่างซีรีส์ 7
      
       ในรุ่นนี้มีขายทั้งเครื่อง ยนต์เบนซิน และเทอร์โบดีเซลในแบบ 4 และ 6 สูบเรียง โดยที่เป็นของใหม่คือ เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2000 ซีซี ซึ่งมาพร้อมเทอร์โบแบบ Twin-Scroll และระบบ Di รีดกำลังออกมาได้ 245 แรงม้า เทียบเท่าเครื่องยนต์ 6 สูบ 3000 ซีซี แถมในรุ่นนี้ยังมีการนำระบบ Auto Start/Stop มาใช้เพื่อช่วยความประหยัดน้ำมันอีกด้วย
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : ไม่น่าพลาดอยู่แล้ว เพียงแต่จะมาในช่วงไหนเท่านั้นเอง โดยเชื่อว่าในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2012 น่าจะได้เห็นตัวเป็นๆ ของซีรีส์ 3 ใหม่ในบ้านเรา เพียงแต่ว่าจะเริ่มวางขายเมื่อไรคงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ถ้าให้ฟันธง น่าจะเป็นสักช่วงค่อนมาทางปลายปี
      
       4.Porsche 911 : โฉมใหม่ที่ดูยังไงก็ไม่เห็นจะเหมือนของใหม่แกะกล่อง แต่เชื่อเถอะว่านี่คือ 911 ใหม่แบบโมเดลเชนจ์จริงๆ ไม่เหมือนการเล่นมุขกับรุ่น 996 และ 997 โดยในรุ่นใหม่นี้ใช้รหัส 991 และเปิดตัวรุ่นพื้นฐานออกมาชิมลางตลาด 2 รุ่นตามระเบียบปฏิบัติของปอร์เช่ คือ คาร์เรรา และคาร์เรรา เอส
      
       ความน่าสนใจนอกจากจะอยู่หน้าตาที่ใหม่ทั้งคันแล้วยังอยู่ที่การ ลดความจุของเครื่องยนต์ แต่อัพเกรดความเร้าใจได้เหนือระดับ โดยในรุ่นคาร์เรรามากับเครื่องยนต์ 6 สูบนอน 3400 ซีซี 350 แรงม้า เมื่อบวกกับตัวถังที่เบาลงจากรุ่นเดิม 45 กิโลกรัม แต่ค่า Cd บนตัวถังที่ลดแรงต้านของอากาศ ทำให้ 911 ใหม่สามารถทะยานได้อย่างเร้าใจ
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : ถ้ามีเงินก็เก็บรอเอาไว้ได้เลย เพราะตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราไม่เคยพลาดอยู่แล้ว เพียงแต่ราคาจะอยู่ในระดับเกิน 10 ล้านบาทหรือเปล่าเท่านั้นเอง
      
       5.Volkswagen UP : ถ้าโฟล์คเต่าคือ ตัวแทนของรถยนต์แห่งประชาชนในยุคศตวรรษที่ 20 UP คือ รถยนต์ที่สวมบทบาทเดียวกัน แต่เป็นแห่งศตวรรษที่ 21 โดยตัวรถถูกปรับจากแบบเครื่องยนต์วางท้ายขับเคลื่อนล้อหลังในตัวต้นแบบรุ่นแรกมาเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า ซึ่งมีความยาวในระดับ 3.5 เมตร และเป็นผลผลิตที่โฟล์คตั้งใจส่งขายในตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดรถยนต์เกิดใหม่อย่างจีนและบราซิล
      
       เครื่องยนต์ที่ใช้ในการขับเคลื่อนเป็น แบบเบนซิน 3 สูบ 1000 ซีซี มีกำลังสูงสุด 75 แรงม้า มีอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 23.8 กิโลเมตรต่อลิตร
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : ทำใจให้ลืมๆ ไปซะว่ามีรถยนต์รุ่นนี้อยู่ในโลก เพราะดูแนวโน้มแล้วโอกาสขายในบ้านเราคงแทบไม่มี หรือถ้ามี ราคาก็คงไม่เป็นมิตรกับกระเป๋าเงินอย่างแน่นอน ถ้าอยากขับรถยนต์สไตล์นี้จริงๆ แนะนำให้เลือกซื้อ Eco Car แบบไทยๆ ดีกว่า
      
       6.Chevrolet Trailblazer : ฝรั่งอาจจะเรียกว่าเป็น SUV แต่เทรลเบลเซอร์เมื่อเข้ามาขายในบ้านเรา มันก็คือรถยนต์ในกลุ่ม PPV หรือปิกอัพดัดแปลงนั่นเอง เพราะนี่คือเวอร์ชัน 5 ประตูที่แชร์รายละเอียดพื้น ฐานของตัวรถตั้งแต่ช่วงด้านหน้าจนถึงเสากลางร่วมกับปิกอัพรุ่นโคโลราโดใหม่ แบบ 4 ประตู เหมือนกับที่ฟอร์จูนเนอร์เป็นเพื่อนร่วมสายพันธุ์กับวีโก้ และปาเจโร สปอร์ตกับไทรทัน
      
       ตัวรถถูกเปิดตัวในงานโชว์ที่ดูไบ พร้อมเครื่องยนต์ 2800 ซีซี แบบเดียวกับที่ใช้ในโคโลราโด ส่วนทางเลือกอื่นๆ จะมีให้เห็นด้วยไหม ต้องรอติดตามดูกันต่อไป
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : เปิดตัวแน่ในงานบางกอก มอเตอร์โชว์ 2012 ส่วนทางเลือกอื่นๆ จะมีให้สัมผัสไหม ก็อดใจรอได้ที่งานนี้
      
       7.Nissan Tiida : มีไม่บ่อยครั้ง แต่ก็เริ่มมีให้เห็นบ่อยครั้งขึ้นที่รถยนต์รุ่นหลักของผู้ผลิตจากญี่ปุ่นจะ ถูกเปิดตัวในงานมอเตอร์โชว์ที่จีน โดยนิสสันเลือกเปิดตัวทีด้าใหม่แบบโมเดลเชนจ์ในงานโชว์ที่เซี่ยงไฮ้ พร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูแล้วคล้ายกับ LEAF ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์รุ่นแรกของโลกมาก โดยตัวถังที่เปิดตัวมีแบบเดียว คือ แฮทช์แบ็ก 5 ประตู ส่วนซีดาน 4 ประตูที่ฮิตในบ้านเราก็ต้องรอลุ้นต่อไปว่าจะมีเข้ามาไหม หรือถ้ามีจะมาเมื่อไร
      
       ข่าวดีสำหรับทีด้าใหม่ คือ คราวนี้นิสสันจะกำหนดกลุ่มตลาดให้มีความชัดเจนสักทีหลังออกลูก ‘กั๊ก’ ว่าจะเป็น B หรือ C Car กันแน่ โดยในรุ่นใหม่จะเดินหน้าลุยตลาดคอมแพกต์เต็มตัว และปล่อยงานกวาดล้างตลาด B-Car ให้เป็นหน้าที่ของซันนี่ หรือเวอร์ซ่า (ซึ่งในบ้านเราปรับสเป็กและขายในชื่ออัลเมรา โดยอยู่ในคลาส Eco Car)
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : หลังจากที่นิสสันประกาศนโยบายในการรุกตลาดบ้านเราแบบเป็นเรื่องเป็นราวมาก ขึ้น แถมยังเตรียมรถยนต์ใหม่รอเปิดตัวเอาไว้หลายรุ่นในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ตรงนี้คาดได้เลยว่าหนึ่งในนั้นจะต้องมีทีด้ารวมอยู่ด้วย เพียงแต่ต้องรอลุ้นว่าจะมาปลายปี 2012 หรือต้นปีถัดไป
      
       8.Lamborghini Aventador LP700 : โมเดลเชนจ์ของสปอร์ตรุ่นใหญ่อย่างมูร์ซิเอลาโก้ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นอะเวนทาดอร์ พร้อมการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอก และการออกแบบที่เน้นความดุดันอย่างมาก ที่สำคัญคือ การหันมาใช้คาร์บอนไฟเบอร์มาเป็นวัสดุหลักใน การผลิตชิ้นส่วนตัวถัง ซึ่งค่ายลัมบอร์กินีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถึงขนาดลงทุนพัฒนาและวิจัยกับ มหาวิทยาลัยซีแอตเทิลในสหรัฐอเมริกา
      
       ตัวรถใช้เครื่องยนต์วี12 ที่มีกำลังสูงสุด 700 แรงม้า ที่ 8,250 รอบ/นาที (ตามชื่อรุ่น 700) พร้อมแรงบิดสูงสุดในระดับ 70.3 กก.-ม. ที่ 5,500 รอบ/นาที มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงใน 2.9 วินาที และความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง โดยที่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะขับลดลงจากเดิมประมาณ 20%
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : กำเงิน 30 กว่าล้าน แล้วเดินไปซื้อที่โชว์รูมได้เลย
      
       9.Ferrari FF : ถ้าใครบอกว่าเฟอร์รารี่จะหันมาผลิตรถสปอร์ตในแบบตัวถัง Shooting Break เห็นทีคงจะต้องโดนมองว่าไม่บ้าก็เมาอย่างแน่นอน แต่ในตอนนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้ว แถมยังไม่ธรรมดาด้วย เพราะมากับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์บริษัท และยังใช้ตัวอักษรที่เป็นตัวย่อมาตั้งเป็นชื่อรุ่น
      
       รถสปอร์ตที่ว่าคือ FF หรือ Ferrari Four ซึ่งเข้ามาทำตลาดแทนที่รุ่น 612 และวางเครื่องยนต์วี12 บล็อกใหม่ 6262 ซีซี จ่ายน้ำมันด้วยระบบไดเรกต์อินเจ็กชั่น รีดกำลังออกมาใช้งานได้ 660 แรงม้า ที่ 8,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 69.7 กก.-ม. ที่ 6,000 รอบต่อนาที
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : เหมือนกับคันข้างบน
       10. Ford Escape : แนวคิด One Ford ส่งผลกระทบสู่รถยนต์เกือบทุกเซ็กเมนท์ของฟอร์ดที่เป็น World Car ซึ่งก็รวมถึง SUV แบบคอมแพกต์ที่เมื่อก่อนโดนแยกออกเป็น 2 โมเดล คือ คูก้า และเอสเคปในการขายตลาดทั่วโลก แต่ในตอนนี้ก็ยังแบ่งชื่อในการทำตลาดแบบนี้เหมือนเดิม เพียงแต่ SUV ที่จะใช้ทำตลาดมีแบบเดียวเท่านั้น ไม่ได้เป็นคนละคันเหมือนกับเมื่อก่อน
      
       ฟอร์ดยังใช้ชื่อเอสเคปสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ส่วนตลาดโลกใช้ชื่อว่าคูก้า แต่ก็น่าสงสัยว่าในตลาดบางแห่งที่ใช้ชื่อเอสเคปในการขาย จะยังคงรูปแบบนี้เอาไว้เหมือนเดิมหรือไม่ ตรงนี้ยังมีเครื่องหมายคำถามอยู่ โดยในรุ่นใหม่ได้รับการออกแบบได้อย่างสวยและสปอร์ตโดยอิงพื้นฐานมาจากต้นแบบรุ่นเวอร์เทร็ก
      
       แล้วตลาดไทยล่ะ ? : โอกาสในการทำตลาดยังพอมี แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโฟกัสใหม่ว่าจะมาเร็วแค่ไหน และจะขึ้นไลน์ผลิตในประเทศหรือไม่ เพราะเอสเคปใหม่ใช้พื้นฐานร่วมกัน และไม่ใช่การแชร์ตัวถังร่วมกับมาสด้า ทริบิวต์เหมือนกับรุ่นที่แล้วอีกต่อไป...หรือคุณสาโรชว่าอย่างไร ?

Honda Brio ดีกว่าที่คิด ขับสนุก ขับง่าย ช่วงล่างหนึบ

ด้วยปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันแพง บวกกับเทรนด์รถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงาน หรือ Eco Car กำลังฮอตฮิตในยุคปัจจุบัน ส่งผลให้ Honda Brio ถูกคาดหวังอย่างสูงในทุก ๆ ด้าน โดยก่อนที่ทีมข่าวรถวันนี้และโลกวันนี้รายวันจะเดินทางมาทดสอบบนเส้นทาง เชียงราย-ดอยตุง เพื่อนฝูงต่างฝากประเด็นมาให้ค้นหาและพิสูจน์เจ้าเก๋งเล็กดีไซน์เตะตาคันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ ความน่าใช้ กำลังเครื่องยนต์ ช่วงล่าง เรื่อยมาถึงความสะดวกสบายของห้องโดยสาร ที่สำคัญยังให้เทียบรุ่นกับ Nissan March ว่า ความเหมือนบนความต่างมีอะไรบ้าง

รูปทรงและภายใน ดีไซน์สวยทันสมัย

ดีไซน์ตัวรถ จะว่าไปแล้วถือเป็นเรื่องนานาจิตตัง โดย Honda Brio ถูกพัฒนาให้เป็นรถที่เน้นขับในเมือง รูปทรงดูสวยและโฉบเฉี่ยว ทำให้ต้องตาต้องใจสาว ๆ และวัยรุ่นเป็นอย่างดี กระจังหน้าทรงปีกเครื่องบิน ติดโลโก้ตรงกลาง ช่องลมทรงเหลี่ยมคางหมูดูกลมกลืนกับกันชน ที่มีรูปทรงแฝงความสปอร์ต ดวงไฟทรงหยดน้ำรับกับซุ้มล้อ ฝากระโปรง และแนวเส้นที่แนบข้างลำตัวไปตลอดคัน ผิดกับ March ที่มีรูปทรงป้อม ๆ โค้งมน ด้านท้าย Brio ออกแบบได้น่ามอง ด้วยกันชนทรงโตและดวงไฟท้ายใหญ่ทรงเหลี่ยมรับกับฝาประตูแผ่นกระจกหนาทั้งบาน
Honda Brio
ภายใต้รูปทรงกะทัดรัด 4 ที่นั่ง มิติรถแบบหน้าสั้นหลังตัด พร้อมเก็บรายละเอียดที่เป็นจุดด้อย Nissan March แม้สัดส่วนจะเล็กกว่า March นิดหน่อย แต่กลับมีพื้นที่เหนือศีรษะและพื้นที่วางเท้าเหลือเฟือ และมิติภายในให้ทัศนวิสัยกว้างรอบด้าน

ภาพโดยรวมในการดีไซน์ดูหรูและแฝงอารมณ์สปอร์ตกว่าคู่แข่ง ภายในเลือกใช้โทนสีเบจ ทำให้มีมิติที่ดูกว้างขึ้น เบาะนั่งแถวหน้านั่งสบายลงตัวก็จริง แต่จะดีกว่านี้หากปรับระดับสูงต่ำได้ เบาะหลังดูแข็งแรงกว่า ตัวพนักพิงให้องศาลาดกว่า ช่วยให้นั่งสบาย และยังพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่บรรทุกสัมภาระ พวงมาลัย 3 ก้าน คอนโซลกลางดูกลมกลืนกับมาตรวัดเรืองแสงแบบอนาล็อกผสมดิจิตอลแบบ 3 วง พร้อมระบบเครื่องเสียงแบบ 2 DIN ที่มาพร้อมกับช่องต่อ USB โหมดหรือปุ่มควบคุมใช้งานง่าย

ขับสนุก ช่วงล่างหนึบ...ดีเกินคาด

จากโจทย์เส้นทางทดสอบ ทั้งในตัวเมืองเชียงราย ระยะทางร่วม 13 กม. ในรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ตัวท็อป และจากเชียงราย-ดอยตุง-เชียงราย ระยะทาง 113 กม. ในรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ CVT จะว่าไปแล้วนับเป็นความหาญกล้าของค่ายฮอนด้าที่หวังจะมัดใจลูกค้าให้เห็นถึง จุดเด่นของรถ
Honda Brio
ภายใต้เครื่องยนต์เบนซิน SOHC 4 สูบ 1.2 ลิตร 90 แรงม้า ระบบวาล์วไอดีแปรผัน i-VTEC บล็อกเดียว
กับที่วางอยู่ใน City และ Jazz ส่วนระบบความปลอดภัยมีมาครบ รวมถึงอัตราประหยัดน้ำมัน 20 กิโลเมตรต่อลิตร ตามข้อกำหนด BIO โดยเฉพาะการขับบนเส้นทางเชียงราย-ดอยตุง-เชียงราย สะท้อนให้เห็นถึงความคล่องตัวในการขับขี่ แฮนเดอริ่งพวงมาลัย ตลอดจนสมรรถนะขุมพลัง อัตราเร่ง ระบบช่วงล่าง โดยมีไฮไลต์การทดสอบบนทางไฮเวย์ และทางลาดชัน ทางโค้งบนดอยเป็นอุปสรรคให้ได้พิสูจน์
เกียร์ธรรมดา 5 สปีด รอบจัดอัตราเร่งโดนใจ

เริ่มแรกขับรุ่นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด แม้จะใช้เวลาและระยะทางในการทดสอบไม่มากนัก แต่ทำให้รับรู้ได้ถึงความคล่องตัวของพวงมาลัยที่ฉับไว แรก ๆ ผมคิดว่าอาการนี้จะเกิดขึ้นกับผมเท่านั้น แต่ครั้นไล่ถามนักข่าวรุ่นน้องทั้งชายและหญิง ทุกคนลงความเห็นทำนองเดียวกันว่าไวเกินควร ขณะที่วิศวกรญี่ปุ่นกล่าวว่า นี่เป็นความตั้งใจ เพราะจากผลสำรวจที่ทำวิจัยบ่งชี้ให้เซ็ตอัพพวงมาลัยตามใจประดาแฟนพันธุ์แท้ ฮอนด้าเพศผู้หญิงโดยเฉพาะ
Honda Brio
อัตราเร่งตีนต้นถึงกลาง ต้องยอมรับว่าจัดจ้านโดนใจและสปอร์ตกว่าคู่แข่ง ด้วยรอบเครื่องยนต์ที่กว้าง สามารถลากรอบเล่นเกียร์เรียกกำลังมาใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง แต่ครั้นใส่เกียร์ 4 กำลังกลับสะดุด ส่งผลให้ความ
เร็วปลายไม่ดีนัก และสู้คู่แข่งไม่ได้

เกียร์อัตโนมัติ CVT ขับสนุก ขับง่าย

จากนั้นย้ายมาขับรุ่นท็อปเกียร์อัตโนมัติ CVT กับเส้นทางไกล ผมเริ่มจะคุ้นกับความไวของพวงมาลัยมากขึ้น ช่วยให้การเลี้ยวกลับรถ รวมถึงจังหวะซุกแซงคล่องตัว ครั้นพ้นเขตชุมชนเจอทางโล่ง ๆ ไม่รอช้าทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่ากำลังทดสอบรถ Eco Car จะไปคาดหวังกับสมรรถนะช่วงล่างและความเร็วปลายไม่ได้นัก
Honda Brio
ด้วยขุมพลัง 1.2 ลิตร 90 แรงม้า อัตราเร่งออกตัวจัดจ้าน จับอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยการนับในใจ คะเนได้ประมาณ 15 วินาที ส่วนความเร็วช่วงกลาง 80-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Brio ก็น่าประทับใจกว่าคู่แข่ง

ครั้นถึงช่วงความเร็วปลาย 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เริ่มออกอาการเหี่ยวและแป้กอยู่ที่ 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะคิกดาวน์หรือลงมาที่โหมดเกียร์ S พร้อมปิดแอร์ ก็สุดที่ 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (Nissan March เกียร์ธรรมดาไหลถึง 190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกียร์อัตโนมัติ CVT ไหลถึง 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ประเด็นนี้ดูจะไม่ถูกใจสื่อมวลชนหลายคนนัก (วิศวกรญี่ปุ่นบอกว่าล็อกความเร็วไว้) แต่สำหรับผมไม่มีปัญหา เพราะนี่คือ Eco Car ได้เท่านี้ก็หรูแล้ว

ขณะหวดความเร็วที่ 145 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก็จะยกคันเร่ง ความเร็วลดมาอยู่ที่ 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพราะเจอฝนกระหน่ำ เหลือบไปที่บานกระจกหลัง ซึ่งเป็นเสมือนประตูบานที่ 5 พร้อมคลำหาโหมดเปิดใบปัดน้ำฝนหลัง ปรากฏว่าไม่มี ผมภาวนาอย่าให้ละอองโคลนเกาะบานกระจกมากกว่านี้ เพราะไม่อยากจอดรถลงไปเช็ด และเหลือระยะทางขับขึ้นลงบนดอยตุงอีกหลายสิบกิโลเมตร (ผลวิจัยวิศวกรญี่ปุ่นระบุว่า อัตราจับฝุ่นละอองใกล้เคียงรถซีดานและไม่ส่งผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่) งานนี้ขอเถียงว่า ไม่จริง! เพราะประสบมากับตัวเองมา

ช่วงล่างหนึบดีกว่าที่คาด

และแล้ว...ไฮไลต์ของการทดสอบก็มาถึง กับเส้นทางลาดชันผสมทางโค้งบนดอยตุง เป็นโจทย์ท้าทายคนขับ และยังเป็นความตั้งใจของฮอนด้าที่หวังให้สื่อมวลชนและลูกค้าได้ประจักษ์จุด เด่นของระบบช่วงล่าง รวมถึงการตอบสนองระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT และขุมพลังเครื่องยนต์

งานนี้ไม่มีมีใครยอมใคร ทั้งบด-อัด-ยัดเกียร์-ใส่ความเร็ว-สาวพวงมาลัยกันไม่ยั้ง ทำให้ทุกคนขับอย่าง
เพลิดเพลินกันเต็มเหนี่ยว ไร้เสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร ขากลับเข้าตัวเมืองเชียงราย ทุกคนยังคงสนุกกับการขับขี่กันอย่างเต็มที่ ผมพยายามค้นหาข้อเสนอแนะต่อวิศวกรญี่ปุ่นในช่วง Q&A ภายใต้ความเป็นรถ Eco Car แต่ค้นหายากพอสมควร ส่วนอัตราประหยัดน้ำมันดูค่าเฉลี่ยแล้วบริโภคเฉลี่ย 14 กิโลเมตรต่อลิตร นอกจากเรื่องคาใจคือ ใบปัดน้ำฝนหลัง บานกระจกหลัง และความแข็งแรงของคานด้านท้ายเพื่อรองรับกับการชนปะทะด้านหลัง
สรุป...สมรรถนะดีกว่าที่คาด

จากการทดสอบต้องยอมรับว่า Honda Brio รถ Eco Car ไม่ทำให้ผิดหวังแต่อย่างใด เป็นรถเล็กที่มีดีเกินตัว ภายนอกและภายในโฉบเฉี่ยวทันสมัย ช่วงล่างไว้วางใจได้ แม้จะขับด้วยความเร็วสูงระดับ 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขุมพลังจัดจ้านเร้าใจตั้งแต่ตีนต้นถึงกลาง สามารถขับใช้งานในเมืองได้อย่างคล่องตัว จะเอาไปขับเที่ยวไกล ๆ ก็พอไหว แต่ถ้าใครอยากได้คงต้องรอยาวไม่น้อยกว่า 4-5 เดือนถึงจะรู้ว่าภาวการณ์ผลิตรถปรกติของ Brio จะเริ่มเมื่อไหร่

เทียบรุ่น Brio&March
ความเหมือนบนความต่าง

ต้องยอมรับว่า การพัฒนา Honda Brio ถือเป็นความท้าทายของฮอนด้าเลยทีเดียว เนื่องจากเป็นรถ Eco Car คันแรกที่ฮอนด้าญี่ปุ่นเคยผลิต โดยวิศกรบอกว่าต้องใช้ความพยายามหลายด้าน เนื่องจากไม่มีประสบการณ์ผลิตรถเล็กภายใต้ข้อจำกัดที่ทาง BOI เมืองไทยกำหนด ทั้งขนาด สมรรถนะ อัตราประหยัด เซฟตี้ ราคาย่อมเยารวมถึงดีไซน์ตัวรถที่มุ่งเป้าให้เตะตาต้องใจคนรุ่นใหม่และ ผู้หญิงเป็นพิเศษ

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา Honda Brio ถูกจับคู่ให้ชกกับ Nissan March คู่แข่งสำคัญไปโดยปริยาย และถูกคาดหวังไว้สูงว่าต้องตอบโจทย์รอบด้านของผู้ใช้ได้อย่างลงตัว เรามาดูกันต่อว่า รถทั้ง 2 รุ่นนี้มีความเหมือนบนความแตกต่างในจุดใดกันบ้าง
Honda Brio มีให้เลือกใช้ 3 รุ่น คือ รุ่น S เกียร์ธรรมดา ราคา 399,900 บาท รุ่น V เกียร์ธรรมดา ราคา 469,500 บาท และรุ่น V เกียร์อัตโนมัติ ราคา 508,500 บาท ส่วนมาร์ชมีถึง 6 รุ่นให้เลือก คือ เกียร์ธรรมดา 2 รุ่น ประกอบด้วย รุ่น S ราคา 375,000 บาท และรุ่น E 425,000 บาท ส่วนเกียร์อัตโนมัติมีรุ่น E ราคา 459,000 บาท รุ่น EL ราคา 489,000 บาท รุ่น V ราคา 507,000 บาท และรุ่น VL ราคา 537,000 บาท
Honda Brio
ขุมพลังแบบเบนซิน 1.2 ลิตรเหมือนกัน โดย March เป็นแบบ 3 สูบ 79 แรงม้า ส่วน Brio เป็นแบบ 4 สูบ 90 แรงม้า ระบบส่งกำลังเหมือนกันคือ อัตโนมัติแบบ CVT และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด จะว่าไปแล้ว โจทย์ของขุมพลัง Brio นั้นค่อนข้างทำยากกว่า เพราะนอกจากจะต้องให้มีกำลังแรงแล้ว ยังต้องคำนึงถึงเรื่องประหยัด
มิติตัวถัง March ใหญ่กว่า Brio นิดหน่อย โดยเฉพาะห้องโดยสาร (March/Brio) 3,780/3,610 มม. กว้าง 1,665 /1,680 มม. สูง 1,515/1,485 มม. ระยะฐานล้อ 2,450/2,345 มม. ส่วนน้ำหนักก็ต่างกันเล็กน้อยราว 25-50 กก.
สำหรับสนนราคากับออพชั่นที่จัดใส่มา รุ่นเกียร์ธรรมดาของ March ตัวถูกสุดราคา 375,000 บาท กับ Brio ราคา 399,900 บาท Brio มีแอร์พร้อมกระจกไฟฟ้าเฉพาะบานคู่หน้า แต่ไม่มีเครื่องเสียง ส่วน March กระจกเป็นแบบมือหมุนทั้ง 4 บาน และมีแค่ถุงลมนิรภัยเฉพาะฝั่งคนขับ แต่ Brio อัดอุปกรณ์ความปลอดภัยมาครบ ทั้งเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD ถุงลมนิรภัยคู่หน้า แต่หากดูโดยรวมแล้ว March ให้ออพชั่นมากกว่า
Honda Brio
ระบบปรับอากาศ Brio เป็นแบบธรรมดา ขณะที่ March เป็นแบบอัตโนมัติ ระบบเครื่องเสียง March รองรับวิทยุ CD/MP3 1 แผ่น เสริมช่องต่อ AUX ลำโพง 4 ตัว ส่วน Brio ไม่มีช่อง CD แต่เพิ่มช่อง USB และรูต่อ AUX แทน ลำโพง 2 ตัว
Nissan March มีจุดเด่นที่ระบบ Idling Stop โดยเครื่องยนต์จะหยุดทำงานเมื่อมีการจอดรถสนิท และสตาร์ตอัตโนมัติเมื่อเข้าเกียร์เหยียบคันเร่ง ขณะที่เทียบรุ่นระหว่างตัวท็อปด้วยกัน March ราคาแพงกว่า Brio 30,000 บาท แต่ได้ออพชั่นเพียบ และเพิ่มกระจกมองข้างไฟฟ้า มาตรวัดแสดงผลผ่านหน้าจอ Multi-display กุญแจอัจฉริยะ ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ และเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลัง 4 จุด


Honda CR-V : ควงเครื่อง 2 ลิตรลุยญี่ปุ่น

   ทิ้งระยะจากการเปิดตัวรุ่นขายจริงในสหรัฐอเมริกาได้ไม่นาน ทางด้านฮอนด้าก็ส่งซีอาร์-วีใหม่ ลุยตลาดทันที แต่มาพร้อมกับความแตกต่าง ซึ่งไม่ใช่ที่หน้าตา แต่เป็นทางเลือกของเครื่องยนต์ที่ในคราวนี้นอกจากจะมีรุ่น 2,400 ซีซีแล้ว ยังควงคู่ 2,000 ซีซีมาเป็นอีกทางเลือกสำหรับเวอร์ชัน JDM
      
       ในรุ่นใหม่ถือเป็นเจนเนอเรชั่นที่ 4 ของคอมแพ็กต์เอสยูวีรุ่นนี้นับจากฮอนด้าเปิดตัวรุ่นแรกในปี 1995 โดยการเปิดตัวเวอร์ชันจำหน่ายจริงอย่างเป็นทางการมีขึ้นในงานแอลเอ มอเตอร์โชว์ 2012 เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ส่วนญี่ปุ่นเริ่มขายแล้วตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคมที่ผ่านมา 
      
       ตรงนี้ถือว่าเร็วมาก เพราะก่อนหน้านี้ซีอาร์-วีใหม่มีข่าวว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมในเมืองไทย เนื่องจากมีชิ้นส่วนไม่เพียงพอต่อการผลิต และอาจจะทำให้ต้องเลื่อนการส่งมอบให้กับลูกค้า แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร สามารถเปิดตัวทำตลาดได้ทั้งในญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกาซึ่งจะเริ่มขายตามหลังอีก 2 สัปดาห์ในวันที่ 15 ธันวาคมนี้ ส่วนตลาดยุโรปต้องรอนานถึงเดือนมีนาคมปีหน้า ส่วนตลาดไทยที่ยังไม่มีการเปิดเผยว่าจะมาช่วงไหน
      
       ในแง่ของหน้าตาระหว่าง JDM กับ U.S. version ก็ไม่ได้แตกต่างอะไรมาก เพราะซีอาร์-วีต่างจากซีวิค และแอคคอร์ด ซึ่งจะมีการปรับโฉมหรือเปลี่ยนรูปทรงของตัวถังไปตามแต่ละตลาดที่ถูกวางขาย แต่สำหรับเอสยูวีรุ่นนี้มีหน้าตาเดียวสำหรับขายทั่วโลก
      
       สำหรับในรุ่นใหม่นี้ยังคงเอกลักษณ์อะไรหลายๆ อย่างของซีอาร์-วีที่มีมาตั้งแต่รุ่นแรกเอาไว้ เช่น ไฟท้ายที่เป็นแนวตั้งสูงตามแนวของเสาหลังคาหลัง ส่วนรายละเอียดของรูปลักษณ์ภายนอกเน้นความสวยสปอร์ตที่แฝงด้วยความหรู ซึ่งสไตล์ที่ฮอนด้าพลิกโฉมใหม่กับซีอาร์-วีมาตั้งแต่เจนเนอเรชั่นที่ 3 
      
       ในแง่มิติตัวถัง ซีอาร์-วีใหม่มาพร้อมกับความยาวในระดับ4,535 มิลลิเมตร กว้าง 1,820 มิลลิเมตร สูง 1,685มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,620 มิลลิเมตร ส่วนน้ำหนักตัวถังอยู่ในระดับ 1,500-1,580 กิโลกรัมโดยรหัสตัวถังจะมาในรหัส RM ถ้าเป็นรุ่นเครื่องยนต์ 2,000 ซีซีก็ใช้ RM1 และ RM4 สำหรับเครื่องยนต์ 2,400 ซีซี
      
       ทางเลือกที่ขายในตลาดถ้าต้องการแบบขับเคลื่อนล้อหน้าอย่างเดียว ลูกค้าต้องสัมผัสกับรุ่น 2,000 ซีซี ซึ่งใช้เครื่องยนต์รหัส R20A ที่เบ่งระยะชักของข้อเหวี่ยงจากเครื่องยนต์ R18A ซึ่งวางอยู่ในซีวิค ไม่ใช่ K20A โดยขุมพลังบล็อกนี้เป็นแบบ 4 สูบเรียง SOHC พร้อมระบบวาล์วแปรผัน i-VTEC มีกำลังสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.5 กก.-ม. ที่ 4,300 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์ CVT แบบอัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง ตัวเลขความประหยัดก็เลยออกมาสวยหน่อยในระดับ 15.4 และ 14.4 กิโลเมตรต่อลิตรสำหรับโหมดการทดสอบ 10-15 และ JC-08
      
       ส่วนรุ่น 2,400 ซีซีเป็นรหัส K24A แบบ 4 สูบ ทวินแคม 16 วาล์ว i-VTEC ที่ได้รับการปรับปรุงให้ตอบสนองต่อการขับเคลื่อนด้วยตัวเลขแรงม้าและแรงบิดที่มากขึ้นจากรุ่นเดิม โดยกำลังสูงสุดอยู่ที่ 190 แรงม้า ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 22.6 กก.-ม. ที่ 4,400 รอบ/นาที เป็นแบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ และส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ มีอัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 11.6 และ 12.4 กิโลเมตรต่อลิตรสำหรับ JC-08 และ 10-15
      
       ราคาของซีอาร์-วี JDM ตั้งเอาไว้ที่ 2.48-2.75 ล้านเยน ซึ่งเมื่อคิดเป็นเงินไทยตามเรทปัจจุบันแล้วจะอยู่ที่ 1.01-1.12 ล้านบาท และฮอนด้าตั้งเป้าการทำตลาดของซีอาร์-วีใหม่ในญี่ปุ่นเอาไว้ในระดับ 18,000 คันต่อปี ซึ่งถือว่าอาจจะต้องเจองานหนักหน่อย เพราะคู่ปรับอย่างมาสด้าก็ชิงเปิดตัว CX-5 ไปก่อนหน้านี้ไม่นาน
      
      

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม