New! Chevrolet Captiva Diesel เวอร์ชั่นดีเซลมาแล้วจ้า!!!

เปิดตัวไปอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่นมา กับรถอเนกประสงค์ปรับโฉมใหม่ล่าสุดของ Chevrolet ที่ส่ง Captiva กลับมาท้าทายตลาด ที่ล่าสุดหากใครบิดวิทยุฟังเพลงคงต้องได้ยินว่า รถรุ่นนี้กำลังจะเผยโฉมรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล

Chevrolet Captiva นั้น เป็นการเน้นในการกลับมาตอบโจทย์ในเรื่องสมรรถนะอีกครั้ง ด้วยขุมพลังที่มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่ให้หัวใจสมรรถนะสูง เร่งแรง พร้อมความสามารถใหม่หนึ่งเดียวในรุ่นเบนซินที่ใช้น้ำมัน E85 ได้ ฉีกคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดมากมายกระจาย

new chevrolet captiva minorchanged diesel

การกลับมาอีกครั้งในเวอร์ชั่นเครื่องยนต์ diesel นั้น New! Chevrolet Capitva ใหม่ยังคงใช้เรือนร่างเดิมที่มาพร้อมความดุดัน ตั้งแต่ใบหน้าที่โฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ให้อารมณ์ที่ดุดันยิ่งขึ้น แต่ก็ยังพกเอกลักษณ์กระจังหน้า Dual Port ที่ยังงามสง่าและลงตัวยิ่งขึ้น

ในห้องโดยสา ร Chevrolet Captiva Diesel ให้ฟังชั่นการใช้งานไม่แตกต่างจากรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ด้วยการผสานความหรูและความอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ห้องโดยสาร ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ตั้งแต่เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางด้วยระบบนำทางใช้งานง่านผ่านจอสัมผัส 7 นิ้ว และยังมาพร้อมพวงมาลัยมัลติฟังชั่น ที่กระหึ่มในความบันเทิงผ่านระบบ 3D Sound staging ผ่านลำโพง 8 ตัวในห้องโดยสาร และครั้งแรกกับระบบเบรค(มือ)จอดรถ ไฟฟ้าใช้งานง่ายปลายนิ้วสัมผัส

new chevrolet captiva minorchanged diesel

เมื่อพูดถึง Chevrolet Capitva Diesel จุดเด่นของรถรุ่นนี้ คงไม่พ้นขุมพลังที่พกเครื่องยนต์ดีเซล VCDi ดีเซลเทอร์โบแปรผัน บล็อก 4 สูบ 16 วาล์ว หัวฉีดแรงดันสูง คอมมอนเรลไดเรคอินเจคชั่น ให้พละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 360 นิวตันเมตรที่ 1,750 - 2,750 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พ้อมระบบปรับเปลี่ยนเกียร์ DSC (Driver Shift Control) ให้ความสนุกในการขับขี่มากยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเดิม

ทั้งนี้ เชฟโรเลต แคปติวา ดีเซลใหม่ จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 28 ณ ชาลเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี โดยมีราคาจำหน่ายดังนี้



สำหรับราคาจำหน่ายของเชฟโรเลต แคปติวา ดีเซลใหม่

Chevrolet Captiva Diesel รุ่น LSX ที่ 1,395,000 บาท

Chevrolet Captiva Diesel รุ่น LT ราคา 1,620,000 บาท

Chevrolet Captiva Diesel รุ่นLTZ ราคา 1,699,000 บาท

พรีวิวก่อนมอเตอร์ เอ็กซ์โปร… Nissan Navara 2012

กลับมาพบกันอีกครั้งกับข่าวสารวงการยานยนต์ วันนี้ทาง Thaicarlover.com มีข่าวรถยนต์ใหม่จากค่ายรถยนต์ Nissan มาฝากเพื่อนๆ กันครับ

นิสสัน นาวาร่า เป็นรถปิคอัพ “พันธุ์แกร่ง แรงจัด ประหยัดจริง” การันตีคุณภาพด้วยรางวัลมากมายทั้งรางวัล Car of the Year: Best Pickup 4 WD under 2,500 cc ปี 2551, รางวัล Car of the Year: Best Pickup 4 WD under 2,500 cc ปี 2552, รางวัล Car of the Year: Best Pickup 4 WD under 2,500 cc ปี 2553, และรางวัล Car of the Year: Best Pickup 4 WD under 2,500 cc ปี 2554

Nissan Navara 2012

Nissan Navara 2012

ในครั้งนี้นิสสัน นาวารารุ่นใหม่ ยอดปิคอัพคุณภาพ ความแรงจะมาพร้อมกับความประหยัดน้ำมัน ECO POWER พร้อมแนะนำ 2 รุ่นใหม่ 2 แบบ 2 สไตล์ ได้แก่ นาวาร่า แกรนด์ไททาเนียม (Navara Grand Titanium) และ นาวาร่า สปอร์ตเวอร์ชั่น (Navara Sports Version)

นาวาร่าแกรนด์ไททาเนียม แกร่งเปี่ยมพลัง เต็มที่กับทุกรูปแบบการใช้ชีวิตในสไตล์ปิคอัพระดับหรู ที่มาในรุ่นยกสูงคาลิเบอร์ทั้งในรุ่นคิงแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ โฉบเฉี่ยวตั้งแต่หน้าจรดท้าย และเสริมความแข็งแกร่งด้วยชุดแต่ง แกรนด์ไททาเนียม ทั้งกระจังหน้า การ์ดกันชนหน้า กันชนหลัง กระจกมองข้าง มือจับเปิดประตู และล้ออัลลอยใหม่

อีกหนึ่งรุ่นใหม่คือ สปอร์ต เวอร์ชั่น (Sports Version) สุดยอดปิคอัพสปอร์ตพันธุ์แท้ ปราดเปรียวดุดัน แกร่งกล้าท้าลุยทุกอุปสรรคบนเส้นทางผจญภัย ที่ได้รับการแปลงโฉมทั้งในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อ และขับเคลื่อนสองล้อแบบยกสูง คาลิเบอร์ เติมความเข้มด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ทรง V-SHAPE ขนาดใหญ่ และกันชนหน้าสไตล์สปอร์ต พร้อมกับล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น

Nissan-Frontier-Navara-2012 (เวอร์ชั่น อเมริกา)

Nissan-Frontier-Navara-2012 (เวอร์ชั่น อเมริกา)

นอกจากนี้ ทั้ง 2 รุ่น ยังมากับอุปกรณ์ใหม่ที่ตอบรับทุกอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น ไฟเลี้ยว LED ใหม่ เท่ สว่างสะดุดตา พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น ให้คุณเพลิดเพลินตลอดเส้นทางกับปุ่มปรับเครื่องเสียงที่ควบคุมง่ายจากปลายนิ้ว พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) เพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้นเมื่อเดินทางไกล

รื่นรมย์กับความบันเทิงสมบูรณ์แบบ ด้วยเครื่องเล่นดีวีดีใหม่ ที่มาพร้อมระบบสัมผัส และไมโครโฟนที่รองรับระบบบลูทูธ ให้คุณรับสายโทรเข้าออกขณะขับขี่ได้ง่ายและปลอดภัยกว่า รวมทั้งกล้องมองหลังขณะถอยจอด พร้อมเส้นกะระยะ ปลอดภัยมั่นใจยิ่งขึ้น แม้ต้องถอยจอดในพื้นที่แคบ

โดยนิสสัน นาวาร่า รุ่นใหม่นี้ ยังมาพร้อมโครงสร้างแชสซีส์ขนาดใหญ่ แข็งแกร่งตามมาตรฐานนิสสันทั่วโลก เหมาะกับงานทุกรูปแบบ โดยเฉพาะงานบรรทุกหนัก และเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร VN เทอร์โบ ที่ให้กำลังสูง และเป็นผู้นำเกียร์ 6 สปีดเจ้าแรกในประเทศไทย ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

ด้านข้าง Nissan-Frontier-Navara-2012 (เวอร์ชั่น อเมริกา)

ด้านข้าง Nissan-Frontier-Navara-2012 (เวอร์ชั่น อเมริกา)

สำหรับนิสสัน นาวาร่า แกรนด์ ไททาเนียม มีให้เลือกทั้งหมดถึง 6 รุ่น และสำหรับนิสสัน นาวาร่า สปอร์ต เวอร์ชั่น มีให้เลือกทั้งหมด 7 รุ่น

สุดท้ายนี้เว็บ Thaicarlover.com อยากให้เพื่อนๆ ร่วมเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ หรือกำลังเตรียมการรับมือกับน้ำท่วม และน้ำท่วมรถ ให้สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกันครับ และถ้าเพื่อนๆ สามารถช่วยเหลือสิ่งใดได้ก็ขอให้ช่วยเหลือตามกำลังความสามารถครับ

สำหรับแฟนๆ นิสสัน ในบ้านเราอาจจะต้องรอลุ้นว่าจะมีอะไรเด็ดๆ มาเปิดตัวที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โปร 2011 (Motor Expo 2011) ในปลายปีนี้ หรืองานมอเตอร์โชว์ 2012 (Motor Show 2012) ในต้นปีหน้าหรือไม่ ซึ่งอันนี้แฟนๆ Nissan ต้องติดตามกันต่อไปครับ

รีวิว Samsung Galaxy Note

พระเอกจากงาน IFA 2011 ประเทศเยอรมัน เจ้า Samsung Galaxy Note ที่ซัมซุงเคลมว่าเป็นอุปกรณ์พกพาแบบ All-in-one Device เครื่องเดียวใช้ได้แทบทุกประเภทงาน ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 5.3 นิ้ว ความละเอียดถึง 1,280 x 800 พิกเซล (นี่มันโน้ตบุ๊กชัดๆ)

หน้าตาโดยรวมของ Galaxy Note ใกล้เคียงกับการเอา Galaxy S II มาขยายร่างอีกเล็กน้อย เพิ่มสเปคอีกนิดหน่อย ดูสเปคทั้งหมดได้จากข่าวเก่า หรือสเปคจากเว็บไซต์ทางการซัมซุง

Galaxy Note วางขายแล้ว ณ ช็อปเอไอเอส และช็อปของซัมซุง สนนราคาที่ 22,900 สำหรับรุ่นความจุ 16GB

เกริ่นนำมาพอควรแล้ว รีวิวเลยละกันครับ

ฮาร์ดแวร์

อย่างบอกไว้ก่อน หน้าตาของ Galaxy Note เหมือนกับจับ Galaxy S II ออกมาขยายขนาดขึ้น ความหนาของตัวเครื่องเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 9.65 มม. หน้าจอขนาดมหึมาถึง 5.3 นิ้วแบบ HD Super AMOLED ให้สีสันสดใส (ส่วนตัวชอบมากกว่า Super AMOLED Plus ที่สีสดเกินไป) ด้านหน้ามีปุ่มให้กดได้จริงๆ ปุ่มเดียวคือปุ่ม Home ข้างๆ เป็นปุ่มแบบสัมผัสคือ Menu และ Back ด้านบนเป็นกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์ต่างๆ

วัสดุโดยรอบของ Galaxy Note เป็นพลาสติกเคลือบโครเมียมสีขลับดำ เป็นรอยยากพอสมควร ฝาหลังเป็นพลาสติกพิมพ์ลายเหมือนกับ Galaxy S II สามารถบิดงอได้พอสมควรโดยที่ไม่หัก วิธีการดึงฝาหลังออกใช้เล็บงัดเอา สำหรับคนเล็บสั้นจะลำบากหน่อย เวลาปิดก็ค่อนข้างยากเช่นกันต้องเล็งดูเขี้ยวให้ดีว่าลงล็อกไปแล้วหรือยัง ด้านบนเป็นกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช LED ส่วนมุมซ้ายล่างที่เห็นคือช่องใส่ปากกา S-Pen นี่ก็เอาออกมายากหน่อย ถ้าไม่มีเล็บ

ช่องเหนือปากกา S-Pen คือลำโพงช่องเล็กๆ แต่เสียงดังเกินตัวไปเยอะ

ด้านบนของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังมาตรฐาน 3.5 มม.

ด้านล่างมีช่อง microUSB (ไม่มีฝาปิด) และด้านขวาคือปากกา S-Pen

ด้านซ้ายของตัวเครื่อง เยื้องไปทางด้านบนมีปุ่มปรับเสียง ส่วนปุ่มปิด/เปิดเครื่องยังอยู่ด้านขวาตามมาตรฐานซัมซุงรุ่นบนๆ เหมือนเดิม

แงะฝาหลังดูด้านในของตัวเครื่องพบถาดใส่ซิมการ์ด ข้างๆ คือช่องเสียบเมมโมรี่ microSD และแบตเตอรี่ความจุถึง 2,500 mAh เปรียบเทียบขนาดกับแบตเตอรี่ของ Galaxy S ก็ไม่ได้ใหญ่กว่ามากนัก (และไม่ได้ฝัง NFC ไว้ที่แบตเตอรี่เหมือนกับ Galaxy Nexus ด้วย)

ถึงคิวของปากกา S-Pen ที่ซัมซุงภูมิใจนำเสนอ มีฟังชั่นรองรับการกดได้ 128 ระดับเทียบเท่าคู่แข่ง แต่ไม่ต้องใส่แบตเตอรี่!! และ S-Pen นี้ไม่ได้เป็นปากกาสำหรับหน้าจอ Capacitive เหมือนกับที่เคยเห็นใน HTC Flyer และ Lenovo ThinkPad Tablet แต่คาดว่าใช้เทคโนโลยีจาก Wacom แทน จากการทดสอบพบว่าใช้ร่วมกับอุปกรณ์จอสัมผัสรุ่นอื่นไม่ได้

ขนาดของ S-Pen นั้นเล็กพอสมควร มีปุ่มสำหรับใช้งาน Gesture อยู่ด้านล่างของปากกา (ถ่ายมาไม่เห็น - -")

การใช้งานปุ่มบน S-Pen ร่วมกับฟังชั่น Gesture ตอนนี้มีอยู่สี่อย่างคือ กดแล้วลากไปทางขวาเพื่อ Back กดแล้วลากขึ้นบนเพื่อเรียก Menu กดค้างเพื่อแคปภาพหน้าจอ และกดปุ่มบนปากกาแตะหน้าจอสองครั้งเพื่อเรียก S-Memo lite

เปรียบเทียบขนาด

หลายคนอาจยังกะไม่ถูกว่าหน้าจอ 5.3 นิ้วนี่ใหญ่ขนาดไหน เรามาลองดูว่าถ้าถือบนมือเดียวจะพอกุมไหวไหม ? (นายแบบเป็นคนอวบพอสมควร)

เทียบกับรุ่นน้องอย่าง Captivate (Galaxy S ของสหรัฐฯ) หน้าจอ 4 นิ้ว และ iPod Touch (ตัวแทนไอโฟน) หน้าจอ 3.5 นิ้ว

เทียบความบางตัวเครื่อง ล่างคือ Galaxy Note (9.65 มม.) บนคือ Captivate (9.9 มม.)

ฝาหลังของ Galaxy Note บางมากเหมือนกับ Galaxy S II และสามารถทนการบิดได้ประมาณนี้ ...

ทีนี้ก็หมดส่วนของฮาร์ดแวร์แล้ว ต่อไปดูกันว่าซอฟท์แวร์ของ Galaxy Note นั้นมีอะไรน่าสนใจ และเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ซอฟต์แวร์

Galaxy Note มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 2.3.5 พร้อมอินเทอร์เฟซครอบ TouchWiz 4.0 ตัวเดียวกับที่ใช้ในซัมซุงตัวท็อปรุ่นใหม่ๆ อย่าง Galaxy S II และ Galaxy R ดูรายละเอียดได้จากรีวิว Galaxy S II

สิ่งแรกที่เปลี่ยนไปอย่างแรกคือหน้าจอล็อกสกรีนคล้ายกับ Honeycomb ที่สามารถปลดล็อกจากจุดไหนของหน้าจอก็ได้ ด้วยการวางนิ้ว ตามด้วยลากออกจากวงกลม และยังสามารถแสดงผลสายที่ไม่ได้รับ ข้อความที่ยังไม่ได้อ่านได้ด้วย ต่อมาคือจำนวนบล็อกในหน้าแรก และ Drawer จากปกติสมาร์ทโฟนทั่วไปจะมี 4x4 ช่อง สำหรับ Galaxy Note ที่หน้าจอใหญ่-กว้างกว่าชาวบ้านกลายเป็น 5x5 ช่องไปแทน

Galaxy Note มาพร้อมกับแอพฯ ในชุด S-Pen อันได้แก่ S-Memo, S-Planner และ S-Choice ที่ปรับแต่งมาเพื่อให้ใช้งานร่วมกับปากกา S-Pen และสามารถทำงานร่วมกันได้ เริ่มที่ตัวแรกกับ S-Memo ก่อนเลย

วิธีการเรียกใช้งาน S-Memo มีสองแบบ แบบแรกคือกดที่ไอคอน S-Memo ที่ Favorite Bar ด้านล่าง และอีกวิธีคือใช้ S-Pen เรียก S-Memo lite ขึ้นมาด้วยการกดปุ่มที่ S-Pen แล้วแตะหน้าจอสองครั้ง

S-Memo ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นตัวแทนของสมุดโน้ต ตั้งแต่ไว้ใช้จดบันทึกได้ทั้งผ่านการเขียนบนจอด้วย S-Pen และพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ด สามารถปรับแต่งชนิดของปากกา ขนาด สีของปากกา การเพิ่มภาพจากคลังภาพ Export ไฟล์ออกมาเป็น .PNG และเพิ่มไปยังแอพฯ ในกลุ่มอย่าง S-Planner ได้

อีกแอพฯ อย่าง S-Planner มีจุดที่เหนือกว่าแอพฯ Calendar มาตรฐานตรงที่สามารถสับเปลี่ยนมุมมองจากรายสัปดาห์ เป็นรายเดือน (รายวัน, รายปีก็ว่ากันไป) ได้ด้วยการกดปุ่มมุมขวาบน แล้วจะมีแท็ปขึ้นมาให้เลือก และสามารถย้ายอีเวนท์ง่ายๆ ด้วยการใช้นิ้วลากเลย

ตัวสุดท้ายอย่าง S-Choice เป็นแอพฯสำหรับแนะนำแอพฯที่น่าสนใจ อย่าง Galaxy Note ที่หน้าจอประหลาด และยังไม่มีแอพฯรองรับการใช้งานของ S-Pen มากนัก ในนี้มีแอพฯที่ใช้งานกับปากกาได้ทันทีอยู่หลายตัว (บางตัวดีกว่าแอพฯที่มาในเครื่องอีก)

นอกเหนือจากแอพฯในชุด S-Pen แล้วยังมีอีกสองแอพฯที่ประสบการณ์ใช้งานได้ดีขึ้นเมื่อมีปากกาคือ Photo Editor และ Movie Editor

Photo Editor นอกจากการปรับแต่งทั่วไปอย่างการปรับสี และใส่เอฟเฟก การใช้ปากกาเพื่อทำ Selection และวาดเพิ่มเติมทำได้ง่ายกว่าใช้นิ้วมาก

Movie Editor สามารถใช้ปากกาวาดลงไปบนวิดีโอได้เลย ปรับให้แสดงผลได้จากแถบสีฟ้าๆ (ถ้าใช้ปากกามาร์กไว้จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม) เมื่อรวมกับฟังชันเดิมอย่างการใส่เสียง ใส่ภาพนิ่ง ฯลฯ ใช้ทำวิดีโอแบบง่ายๆ ได้ไว และง่ายมาก แอพฯทำงานได้รวดเร็วดี

ส่วนอื่นๆ

การรองรับสามจี

จากสเปคชีทระบุว่า Galaxy Note (รหัส GT-N7000) รองรับการเชื่อมต่อระดับ HSPA+ ความเร็วสูงสุด 21Mbps เท่ากับ Galaxy S II ทดลองใช้กับซิม AIS ขึ้นสัญลักษณ์ H+ สอบถามจากคนที่ใช้งานกับเครือข่าย Truemove H ก็ขึ้น H+ เช่นกัน ฟันธงว่าใช้งานได้กับทุกเครือข่ายในประเทศไทยครับ

มัลติทัช และเบนช์มาร์ค

มัลติทัชรองรับสูงสุดที่ 10 จุด แต่ไม่เสถียรนัก ใช้งานจริงอยู่ที่ประมาณ 6-7 จุด และมีปัญหาลากนิ้วอยู่แล้วหลุดไปเฉยๆ ระหว่างการใช้ Swype เป็นบางครั้ง (น่าจะแก้ที่ซอฟต์แวร์ได้) ผลเบนช์มาร์คด้วยแอพฯยอดนิยมอย่าง Quadrant Advance ได้คะแนนราว 3500-3800 จุด คะแนนไปสูงตรงซีพียู และ I/O เป็นหลัก

ประสิทธิภาพ

การใช้งานโดยรวมของ Galaxy Note เรียกได้ว่าเป็นแอนดรอยด์ที่ลื่นมากเคียงคู่กับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S II ซึ่งต้องยกผลประโยชน์ให้กับชิป Samsung Exynos ความถี่สัญญาณ 1.4 GHz ที่ยังเป็นชิปตัวแรงต้นๆ ของตลาด การดูวิดีโอปราบเซียนอย่าง FullHD 1080 คุณภาพสูงสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล (แนะนำให้ใช้ร่วมกับแอพฯที่รองรับการทำงานดูอัลคอร์อย่าง MX Video Player)

การเชื่อมต่อ GPS

Galaxy Note รองรับทั้ง GPS และ GLONASS ใช้งานจริงสามารถจับตำแหน่งได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที ในสภาพต่อสามจี ประสิทธิภาพดีในระดับใช้งานได้จริงแบบคนใช้งาน Galaxy S ลืมฝันร้ายจากวันวานเก่าไปได้เลย

การใช้งาน/พกพาทั่วไป และแบตเตอรี่

ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินมือถือทั่วไป ทำให้ Galaxy Note นับเป็นรุ่นที่พกพาได้ยากรุ่นนึง สำหรับผู้หญิงคงพอเก็บไว้ในกระเป๋าได้ แต่สำหรับผู้ชายที่ใส่กางเกงรัดหน่อย อาจจะยัดไม่ลงเลยก็ได้ รวมถึงการออกแบบให้เครื่องมีด้านกว้างพอสมควร (ราว 9 ซม.) ทำให้การใช้งานเครื่องด้วยมือเดียวจะลำบากพอตัว สำหรับคนมือเล็กอาจเอื้อมไปกดอีกด้านของจอไม่ได้ หรือเลื่อน Notification Bar ไม่ได้ อันนี้ต้องไปลองจับเครื่องจริงดูครับ

แบตเตอรี่ของ Galaxy Note เรียกเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งเลยก็ได้ ด้วยขนาดมโหฬารที่สุดแล้วถึง 2,500 mAh สามารถใช้งานพ้นวันอย่างสบายๆ จากการทดสอบสามารถใช้งาน tethering สามจีได้เกิน 5 ชั่วโมง และรันวิดีโอทิ้งไว้ได้ราว 8 ชั่วโมงด้วยกัน

กล้อง/วิดีโอ

กล้องของ Galaxy Note ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลโดยฟังชั่นแล้วเท่าเทียมกับ Galaxy S II ทุกประการ แต่จากการใช้งานจริงพบว่ายังมีบางจุดที่ยังไม่ดีพอคือความเร็วชัตเตอร์ยัง ช้าเกินไป และไม่สัมพันธ์กับหน้าจอ สำหรับคนที่ยังไม่ชินน่าจะทำให้ถ่ายวืดไปได้หลายครั้งถึงจะรู้ตัว - -"

การถ่ายภาพพร้อมเปิดแฟลช: แฟลชของ Galaxy Note ถือว่าพอเหมาะ ใช้งานหวังผลในระยะ 1-2 เมตร เปิดโหมดอัตโนมัติแล้วยิงแฟลชไม่ทำให้สีเพี้ยนมากนัก ดูเทียบได้เลย (บนปิดแฟลช/ล่างเปิดแฟลช)

แต่ว่าการถ่ายรูปด้วยหน้าจอขนาดใหญ่แบบนี้มันเจ๋งจริงนะ เต็มตาดี :D

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอใหญ่ สีสันสดใส สามารถอ่านไฟล์ PDF ใหญ่ๆ เล่นเว็บได้โดยไม่ต้องซูม
  • งานประกอบ และวัสดุอยู่ในเกณฑ์ดี อาจไม่สมราคาไปบ้าง แลกกับน้ำหนักตัวเครื่องที่กำลังพอดี
  • แบตเตอรี่อึดมาก ถ้าใช้งานทั่วไปสามารถใช้งานข้ามวันโดยไม่ชาร์จได้สบายๆ
  • S-Pen ประยุกต์ใช้กับแอพฯ ได้ดี และน่าจะดีขึ้นหลังปล่อย S-Pen SDK
  • รองรับสามจีทุกค่ายในประเทศไทย

ข้อเสีย

  • ตัวเครื่องบานไป ถือมือเดียวให้มั่นคงได้ยาก และเหมาะกับการใช้งานสองมือมากกว่า
  • ปุ่มบนปากกา S-Pen อยู่ด้านล่างของปากกา และกลืนไปกับตัวปากกา กดยาก หายาก
  • กล้องยังไม่ดีพอ เทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S II
  • ฝาหลังปิดยากมาก
  • ขนาดหน้าจอไม่มาตรฐาน ใช้แอพฯได้น้อยกว่ารุ่นอื่น

จากการใช้งานระยะสั้นๆ พอจะบอกได้ว่า Galaxy Note ใกล้เคียงกับคำที่ซัมซุงเคลมไว้ว่าเป็น All-in-one Device เหมาะสำหรับคนที่ยังเลือกไม่ถูกว่าจะใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตดี ราคาเปิดตัวอาจจะแพงไปหน่อยที่ 22,900 บาท แต่สิ่งที่เพิ่มมาจาก Galaxy S II คือชิปประมวลผลไวขึ้น (1.2 GHz เป็น 1.4 GHz) หน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น ละเอียดขึ้น ปากกา S-Pen และแบตเตอรี่ใหญ่กว่าเดิมถึง 1000 mAh แต่พกพายากขึ้นนะ

New! Ford Ranger ท้าพิสูจน์ความประหยัดถังเดียวไปไกล 1673 กิโลเมตร

ค่ายรถยนต์ ford ส่งว่าที่กระบะใหม่ท้าพิสูจน์ความประหยัดโดยสามารถขับได้ระยะทางถึง 1,673 กิโลเมตรด้วยการเติมน้ำมันเพียงถังเดียว มีอัตราประหยัดน้ำมันเฉียด 20 กิโลเมตรต่อลิตร บนเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-พัทลุง

การทดสอบประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการนำเสนอรถที่มีอัตราการประหยัด น้ำมัน โดยการทดสอบในครั้งนี้ ได้เชิญ ผู้สื่อข่าวที่ได้รับการยอมรับ 4 ท่าน จากนิตยสารฟอร์มูล่า กรังปรีซ์ แหล่งรถยนต์ และสยามรัฐ รายสัปดาห์ ได้ร่วมทำการทดสอบความประหยัดน้ำมันของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่บริษัทกำหนดขึ้น โดยการทดสอบครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. สายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมสังเกตการณ์และประเมินผล

ทดสอบประหยัด  New! Ford Ranger

ในการทดสอบ ผู้สื่อข่าวทั้ง 4 คนได้แบ่งออกเป็น 2 คู่ โดยคู่แรกขับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นโอเพ่นแค็บ 2.2 ลิตร XLT 4x2 และ อีกคู่หนึ่งขับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นดับเบิลแค็บ 2.2 ลิตร XLT ไฮ-ไรเดอร์ โดยรถทั้งสองรุ่นติดตั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ระหว่างการเดินทางซึ่งใช้เวลาในการทดสอบต่อเนื่องกัน 3 วัน ผู้ขับและผู้โดยสารในรถทั้งสองคันสามารถผลัดกันขับได้ตามความเหมาะสมตลอด เส้นทาง

หลังจากที่เติมน้ำมันจนเต็มถัง ณ จุดเริ่มต้นของการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถังน้ำมันของรถได้ถูกปิดผนึกอย่างหนาแน่นก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศที่ ตำแหน่งหมายเลข 2 และล็อกตำแหน่งดังกล่าวไว้ตลอดการเดินทาง รถทั้ง 2 คันเติมลมยางในระดับที่เหมาะสมสำหรับการขับแบบประหยัด หรือ Eco-mode ตามที่ระบุไว้ในคู่มือประจำรถ ขณะที่ผู้ขับขี่จะต้องรักษาระดับความเร็วเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตลอดการเดินทางบนเส้นทาง

ผลของการทดสอบขับ:

เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นโอเพ่นแค็บ 2.2 ลิตร XLT 4x2 เกียร์ธรรมดา 19.47 กิโลเมตร/ลิตร

เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นดับเบิลแค็บ 2.2 ลิตร XLT ไฮ-ไรเดอร์ เกียร์ธรรมดา 18.18 กิโลเมตร/ลิตร

เส้นทาง: ผสมผสานการขับทางไกลและการขับในเมือง จากกรุงเทพฯ-พัทลุง-กรุงเทฯ

ความเร็ว: ความเร็วเฉลี่ย 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตลอดการเดินทาง

ระบบปรับอากาศ: ระดับความเย็นที่ 2 - เปิดแอร์ตลอดการขับขี่โดยล็อกปุ่มปรับความเย็นไว้

ฝาถังน้ำมัน: ปิดผนึกหนาแน่นตลอดเส้นทาง

ลมยาง: เติมในระดับที่เหมาะสมกับการขับแบบประหยัด (Eco-mode) ตามที่ระบุในคู่มือฯ

น้ำหนักบรรทุก: ผู้โดยสาร 2 คน (พร้อมกระเป๋าขนาดเล็ก 2 ใบ)

นาย สาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานฝ่ายการตลาด การขาย และการบริการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ผลการทดสอบอย่างเป็นอิสระในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการประหยัด น้ำมันที่เหนือชั้นของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ฟอร์ดมีความมุ่งมั่นในการพลิกโฉมหน้าทางธุรกิจจากการดำเนินงานภายใต้แผน One Ford ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม ซึ่งรวมถึงการมีความสามารถในการประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้น

ทดสอบประหยัด  New! Ford Ranger

ทั้งนี้ เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ 2.2 ลิตร วีจี เทอร์โบ ของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ให้แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร และให้กำลัง150 แรงม้า ใช้เทอร์โบแปรผันควบคุมแรงดันอากาศได้อย่างแม่นยำ ให้แรงบิดสูงในรอบต่ำ ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีตัวเลือกระบบส่งกำลังทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด สำหรับเกียร์อัตโนมัติ ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบในการขับได้อย่างหลากหลาย ยังสามารถปรับการทำงานให้เหมาะกับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้ด้วยระบบจดจำรูปแบบ การขับขี่ หรือ Driver Recognition ซึ่งจะคำนวณการขับขี่ในปัจจุบันและบันทึกสถิติการเหยียบคันเร่งและเบรก รวมทั้งความเร็วที่ใช้ในการเข้าโค้ง เพื่อให้ระบบส่งกำลังเลือกเกียร์ได้อย่างถูกต้อง


เชฟโรเลตฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยยอดจำหน่ายครูซครบ 1 ล้านคัน

เชฟโรเลต ได้รับของขวัญชิ้นพิเศษสุดในโอกาสฉลองครบ 100 ปี เมื่อ เชฟโรเลต ครูซ รถคอมแพกต์ซีดานระดับโลก ทำยอดจำหน่ายได้ครบ 1 ล้านคัน หลังจากเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2552 และออกจำหน่ายในประเทศไทยในปี 2553

เชฟโรเลตฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยยอดจำหน่ายครูซครบ 1 ล้านคัน รูปที่ 1

“ถือเป็นของขวัญวันเกิดครบหนึ่งศตววรษที่ดี ที่สุดของเรา” คริส เพอร์รี่ รองประธานฝ่ายยุทธศาสตร์การตลาด จีเอ็ม โกลเบิล กล่าว “ความลงตัวของเชฟโรเลต ครูซ ทั้งสมรรถนะการขับขี่ สไตล์ ความสะดวกสบาย ความประหยัด และความปลอดภัย ดึงดูดลูกค้าทั่วโลกที่ได้ลองขับ และได้รับรู้ถึงความยอดเยี่ยมของครูซ”

เชฟ โรเลต ครูซ เป็นรถคอมแพกต์ซีดานที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในรอบ 10 เดือนแรกของปีนี้ในสหรัฐอเมริกา เหนือกว่าฮอนด้า โตโยต้า ฮุนได เกีย และฟอร์ด พร้อมกับมียอดขายอยู่ในอันดับสามในหลายภูมิภาค ทั้งจีน รัสเซีย อินเดีย และในหลายประเทศเศรษฐกิจใหม่ ปัจจบัน ครูซ มียอดขายอยู่ในอันดับสี่ ในเซกเมนต์นี้ และมียอดขายสูงสุดอันดับเจ็ดเมื่อรวมทุกเซกเมนต์

เชฟโรเลตฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยยอดจำหน่ายครูซครบ 1 ล้านคัน รูปที่ 2

ครูซ ได้รับการออกแบบ และพัฒนาโดยกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับโลกของจีเอ็ม สามารถทำยอดขายสูงสุดใน 10 ประเทศ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2552 ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย แคนาดา เม็กซิโก อินเดีย ตุรกี เกาหลี อิสราเอล และสเปน

เมื่อปีที่แล้ว เชฟโรเลต ได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกาได้ราว 1 เปอร์เซ็นต์ จากลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียลส์ ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มีกำลังซื้อ และสนใจติดตามเทคโนโลยี (Millennials) โดยยอดขายส่วนใหญ่มาจากเชฟโรเลต ครูซ ซึ่งนอกจากจะช่วยดึงลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังสามารถดึงดูดลูกค้าที่นำรถยี่ห้ออื่นมาแลกซื้อซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 42 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน ครูซ มีจำหน่ายอยู่ในมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และเป็นรถเชฟโรเลต ที่มียอดขายมากที่สุดในโลก ขณะที่ ครูซ เวอร์ชั่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ได้รับการเปิดตัวไปแล้วในทวีปยุโรปเมื่อต้นปี

เชฟโรเลต ครูซ ยังสร้างชื่อเสียงจากรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลกอย่างเวิลด์ ทัวริ่งคาร์แชมเปี้ยนชิพ (WTCC) โดยสามารถคว้าแชมป์โลกทั้งประเภทผู้ผลิต และนักขับ ได้สองปีติดต่อกัน

เชฟโรเลตฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยยอดจำหน่ายครูซครบ 1 ล้านคัน รูปที่ 3

ขุมพลังขับเคลื่อนของเชฟโรเลต ครูซ มีหลากหลายบล็อก ทั้ง เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร เทอร์โบอีโคเทคในสหรัฐอเมริกา และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรในยุโรป สำหรับในประเทศไทย ครูซ มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร รวมถึงดีเซล 2.0 ลิตรด้วย ทั้งนี้ เชฟโรเลต ครูซ เครื่องยนต์ดีเซล จะได้รับการเปิดตัวออกจำหน่ายในตลาดอเมริกาเหนือในปี 2556

เพอร์รี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า เชฟโรเลต ครูซ และรถซับคอมแพกต์อย่างเชฟโรเลต โซนิก และเชฟโรเลต สปาร์ก จะดึงลูกค้าที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ 44 เปอร์เซ็นต์จะซื้อรถคอมแพกต์

สำหรับในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชฟโรเลต ครูซ เป็นหนึ่งในรุ่นรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยนอกจากจะขึ้นสายการผลิตในประเทศไทยแล้ว ยังผลิตที่เกาหลี จีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

เปิดตัวแล้ว… Tata Nano ไมเนอร์เชนจ์ ปี 2012

กลับมาพบกันอีกครั้งกับข่าวสารวงการยานยนต์ วันนี้ทาง Thaicarlover.com มีข่าวรถยนต์ใหม่จากค่ายรถยนต์ Tata มาฝากเพื่อนๆ กันครับ โดยล่าสุด…

ที่ประเทศอินเดีย Tata Motors ได้ประกาศเปิดตัวรถยนต์ Tata Nano รุ่นปี 2012 ที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในด้านรูปร่างหน้าตา แต่ในเรื่องสมรรถนะ Nano รุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องยนต์ซึ่งมีขนาดความจุกระบอกสูบ 624 ซีซี มีกำลัง และแรงบิดมากขึ้นกว่าเดิม 3 แรงม้า และ 3 นิวตันเมตร ตามลำดับ รวมเป็น 38 แรงม้า และ 51 นิวตันเมตร

Tata Nano 2012

Tata Nano 2012

ส่วนความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 105 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะที่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 4.08 ลิตร/100 กิโลเมตร ประหยัดขึ้นกว่ารุ่นก่อนซึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองฯที่ 4.23 ลิตร/100 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม อัตราการคายไอพิษเท่ากับ 92.7 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งถือว่าไม่ค่อยน่าประทับใจนักสำหรับรถเครื่องยนต์เล็กขนาดนี้

Tata Nano 2012 - Green Color

Tata Nano 2012 - Green Color

ส่วนการเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่นๆ ได้แก่ ระบบกันสะเทือนปรับปรุงใหม่ที่มาพร้อมแอนตี้โรลล์บาร์ด้านหน้า พวงมาลัยได้รับปรับจูนใหม่ รวมถึงการเพิ่มระบบช่วยเบรคไฟฟ้าในทุกรุ่น

สำหรับราคา ทาทา นาโน จะอยู่ที่ 140,000 รูปี หรือประมาณ 84,000 บาท ซึ่งแม้ว่าจะถูกแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยทำให้ขายได้ตามเป้า เพราะตั้งแต่เปิดตัวมา บริษัทฯสามารถขายออกไปได้เพียง 130,000 คัน ยิ่งมาเจอปัญหารถเกิดเพลิงลุกไหม้ติดๆกันในปี 2010 ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือในเรื่องคุณภาพตกลงไปอย่างชัดเจน

Tata Nano 2012 (Green Color) - 02

Tata Nano 2012 (Green Color) - 02

สำหรับในเมืองไทย Tata มีแผนเปิดตัว ทาทา นาโน ในงาน Motor Expo 2011 แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทั้งเรื่องของน้ำท่วมที่คนอาจจะสนใจกระบะมากขึ้น การไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการรถคันแรก ตลอดจนคุณภาพที่่ยังห่างไกลรถจากค่ายอื่นๆ กับราคาขายเท่าเดิม ต้องบอกว่า “ไม่ง่ายสำหรับ Nano!”

ด้านหน้า Tata Nano 2012

ด้านหน้า Tata Nano 2012

สุดท้ายนี้เว็บ Thaicarlover.com อยากให้เพื่อนๆ ร่วมเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ หรือกำลังเตรียมการรับมือกับน้ำท่วม และน้ำท่วมรถ ให้สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกันครับ และถ้าเพื่อนๆ สามารถช่วยเหลือสิ่งใดได้ก็ขอให้ช่วยเหลือตามกำลังความสามารถครับ

สำหรับแฟนๆ ทาทา ในบ้านเราอาจจะต้องรอลุ้นว่าจะมีอะไรเด็ดๆ มาเปิดตัวที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โปร 2011 (Motor Expo 2011) ในปลายปีนี้ หรืองานมอเตอร์โชว์ 2012 (Motor Show 2012) ในต้นปีหน้าหรือไม่ ซึ่งอันนี้แฟนๆ Tata ต้องติดตามกันต่อไปครับ

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม