รีวิว Samsung Galaxy Note

พระเอกจากงาน IFA 2011 ประเทศเยอรมัน เจ้า Samsung Galaxy Note ที่ซัมซุงเคลมว่าเป็นอุปกรณ์พกพาแบบ All-in-one Device เครื่องเดียวใช้ได้แทบทุกประเภทงาน ด้วยหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 5.3 นิ้ว ความละเอียดถึง 1,280 x 800 พิกเซล (นี่มันโน้ตบุ๊กชัดๆ)

หน้าตาโดยรวมของ Galaxy Note ใกล้เคียงกับการเอา Galaxy S II มาขยายร่างอีกเล็กน้อย เพิ่มสเปคอีกนิดหน่อย ดูสเปคทั้งหมดได้จากข่าวเก่า หรือสเปคจากเว็บไซต์ทางการซัมซุง

Galaxy Note วางขายแล้ว ณ ช็อปเอไอเอส และช็อปของซัมซุง สนนราคาที่ 22,900 สำหรับรุ่นความจุ 16GB

เกริ่นนำมาพอควรแล้ว รีวิวเลยละกันครับ

ฮาร์ดแวร์

อย่างบอกไว้ก่อน หน้าตาของ Galaxy Note เหมือนกับจับ Galaxy S II ออกมาขยายขนาดขึ้น ความหนาของตัวเครื่องเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 9.65 มม. หน้าจอขนาดมหึมาถึง 5.3 นิ้วแบบ HD Super AMOLED ให้สีสันสดใส (ส่วนตัวชอบมากกว่า Super AMOLED Plus ที่สีสดเกินไป) ด้านหน้ามีปุ่มให้กดได้จริงๆ ปุ่มเดียวคือปุ่ม Home ข้างๆ เป็นปุ่มแบบสัมผัสคือ Menu และ Back ด้านบนเป็นกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล และเซนเซอร์ต่างๆ

วัสดุโดยรอบของ Galaxy Note เป็นพลาสติกเคลือบโครเมียมสีขลับดำ เป็นรอยยากพอสมควร ฝาหลังเป็นพลาสติกพิมพ์ลายเหมือนกับ Galaxy S II สามารถบิดงอได้พอสมควรโดยที่ไม่หัก วิธีการดึงฝาหลังออกใช้เล็บงัดเอา สำหรับคนเล็บสั้นจะลำบากหน่อย เวลาปิดก็ค่อนข้างยากเช่นกันต้องเล็งดูเขี้ยวให้ดีว่าลงล็อกไปแล้วหรือยัง ด้านบนเป็นกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซลพร้อมแฟลช LED ส่วนมุมซ้ายล่างที่เห็นคือช่องใส่ปากกา S-Pen นี่ก็เอาออกมายากหน่อย ถ้าไม่มีเล็บ

ช่องเหนือปากกา S-Pen คือลำโพงช่องเล็กๆ แต่เสียงดังเกินตัวไปเยอะ

ด้านบนของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟังมาตรฐาน 3.5 มม.

ด้านล่างมีช่อง microUSB (ไม่มีฝาปิด) และด้านขวาคือปากกา S-Pen

ด้านซ้ายของตัวเครื่อง เยื้องไปทางด้านบนมีปุ่มปรับเสียง ส่วนปุ่มปิด/เปิดเครื่องยังอยู่ด้านขวาตามมาตรฐานซัมซุงรุ่นบนๆ เหมือนเดิม

แงะฝาหลังดูด้านในของตัวเครื่องพบถาดใส่ซิมการ์ด ข้างๆ คือช่องเสียบเมมโมรี่ microSD และแบตเตอรี่ความจุถึง 2,500 mAh เปรียบเทียบขนาดกับแบตเตอรี่ของ Galaxy S ก็ไม่ได้ใหญ่กว่ามากนัก (และไม่ได้ฝัง NFC ไว้ที่แบตเตอรี่เหมือนกับ Galaxy Nexus ด้วย)

ถึงคิวของปากกา S-Pen ที่ซัมซุงภูมิใจนำเสนอ มีฟังชั่นรองรับการกดได้ 128 ระดับเทียบเท่าคู่แข่ง แต่ไม่ต้องใส่แบตเตอรี่!! และ S-Pen นี้ไม่ได้เป็นปากกาสำหรับหน้าจอ Capacitive เหมือนกับที่เคยเห็นใน HTC Flyer และ Lenovo ThinkPad Tablet แต่คาดว่าใช้เทคโนโลยีจาก Wacom แทน จากการทดสอบพบว่าใช้ร่วมกับอุปกรณ์จอสัมผัสรุ่นอื่นไม่ได้

ขนาดของ S-Pen นั้นเล็กพอสมควร มีปุ่มสำหรับใช้งาน Gesture อยู่ด้านล่างของปากกา (ถ่ายมาไม่เห็น - -")

การใช้งานปุ่มบน S-Pen ร่วมกับฟังชั่น Gesture ตอนนี้มีอยู่สี่อย่างคือ กดแล้วลากไปทางขวาเพื่อ Back กดแล้วลากขึ้นบนเพื่อเรียก Menu กดค้างเพื่อแคปภาพหน้าจอ และกดปุ่มบนปากกาแตะหน้าจอสองครั้งเพื่อเรียก S-Memo lite

เปรียบเทียบขนาด

หลายคนอาจยังกะไม่ถูกว่าหน้าจอ 5.3 นิ้วนี่ใหญ่ขนาดไหน เรามาลองดูว่าถ้าถือบนมือเดียวจะพอกุมไหวไหม ? (นายแบบเป็นคนอวบพอสมควร)

เทียบกับรุ่นน้องอย่าง Captivate (Galaxy S ของสหรัฐฯ) หน้าจอ 4 นิ้ว และ iPod Touch (ตัวแทนไอโฟน) หน้าจอ 3.5 นิ้ว

เทียบความบางตัวเครื่อง ล่างคือ Galaxy Note (9.65 มม.) บนคือ Captivate (9.9 มม.)

ฝาหลังของ Galaxy Note บางมากเหมือนกับ Galaxy S II และสามารถทนการบิดได้ประมาณนี้ ...

ทีนี้ก็หมดส่วนของฮาร์ดแวร์แล้ว ต่อไปดูกันว่าซอฟท์แวร์ของ Galaxy Note นั้นมีอะไรน่าสนใจ และเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

ซอฟต์แวร์

Galaxy Note มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 2.3.5 พร้อมอินเทอร์เฟซครอบ TouchWiz 4.0 ตัวเดียวกับที่ใช้ในซัมซุงตัวท็อปรุ่นใหม่ๆ อย่าง Galaxy S II และ Galaxy R ดูรายละเอียดได้จากรีวิว Galaxy S II

สิ่งแรกที่เปลี่ยนไปอย่างแรกคือหน้าจอล็อกสกรีนคล้ายกับ Honeycomb ที่สามารถปลดล็อกจากจุดไหนของหน้าจอก็ได้ ด้วยการวางนิ้ว ตามด้วยลากออกจากวงกลม และยังสามารถแสดงผลสายที่ไม่ได้รับ ข้อความที่ยังไม่ได้อ่านได้ด้วย ต่อมาคือจำนวนบล็อกในหน้าแรก และ Drawer จากปกติสมาร์ทโฟนทั่วไปจะมี 4x4 ช่อง สำหรับ Galaxy Note ที่หน้าจอใหญ่-กว้างกว่าชาวบ้านกลายเป็น 5x5 ช่องไปแทน

Galaxy Note มาพร้อมกับแอพฯ ในชุด S-Pen อันได้แก่ S-Memo, S-Planner และ S-Choice ที่ปรับแต่งมาเพื่อให้ใช้งานร่วมกับปากกา S-Pen และสามารถทำงานร่วมกันได้ เริ่มที่ตัวแรกกับ S-Memo ก่อนเลย

วิธีการเรียกใช้งาน S-Memo มีสองแบบ แบบแรกคือกดที่ไอคอน S-Memo ที่ Favorite Bar ด้านล่าง และอีกวิธีคือใช้ S-Pen เรียก S-Memo lite ขึ้นมาด้วยการกดปุ่มที่ S-Pen แล้วแตะหน้าจอสองครั้ง

S-Memo ทำหน้าที่เหมือนกับเป็นตัวแทนของสมุดโน้ต ตั้งแต่ไว้ใช้จดบันทึกได้ทั้งผ่านการเขียนบนจอด้วย S-Pen และพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ด สามารถปรับแต่งชนิดของปากกา ขนาด สีของปากกา การเพิ่มภาพจากคลังภาพ Export ไฟล์ออกมาเป็น .PNG และเพิ่มไปยังแอพฯ ในกลุ่มอย่าง S-Planner ได้

อีกแอพฯ อย่าง S-Planner มีจุดที่เหนือกว่าแอพฯ Calendar มาตรฐานตรงที่สามารถสับเปลี่ยนมุมมองจากรายสัปดาห์ เป็นรายเดือน (รายวัน, รายปีก็ว่ากันไป) ได้ด้วยการกดปุ่มมุมขวาบน แล้วจะมีแท็ปขึ้นมาให้เลือก และสามารถย้ายอีเวนท์ง่ายๆ ด้วยการใช้นิ้วลากเลย

ตัวสุดท้ายอย่าง S-Choice เป็นแอพฯสำหรับแนะนำแอพฯที่น่าสนใจ อย่าง Galaxy Note ที่หน้าจอประหลาด และยังไม่มีแอพฯรองรับการใช้งานของ S-Pen มากนัก ในนี้มีแอพฯที่ใช้งานกับปากกาได้ทันทีอยู่หลายตัว (บางตัวดีกว่าแอพฯที่มาในเครื่องอีก)

นอกเหนือจากแอพฯในชุด S-Pen แล้วยังมีอีกสองแอพฯที่ประสบการณ์ใช้งานได้ดีขึ้นเมื่อมีปากกาคือ Photo Editor และ Movie Editor

Photo Editor นอกจากการปรับแต่งทั่วไปอย่างการปรับสี และใส่เอฟเฟก การใช้ปากกาเพื่อทำ Selection และวาดเพิ่มเติมทำได้ง่ายกว่าใช้นิ้วมาก

Movie Editor สามารถใช้ปากกาวาดลงไปบนวิดีโอได้เลย ปรับให้แสดงผลได้จากแถบสีฟ้าๆ (ถ้าใช้ปากกามาร์กไว้จะเปลี่ยนเป็นสีส้ม) เมื่อรวมกับฟังชันเดิมอย่างการใส่เสียง ใส่ภาพนิ่ง ฯลฯ ใช้ทำวิดีโอแบบง่ายๆ ได้ไว และง่ายมาก แอพฯทำงานได้รวดเร็วดี

ส่วนอื่นๆ

การรองรับสามจี

จากสเปคชีทระบุว่า Galaxy Note (รหัส GT-N7000) รองรับการเชื่อมต่อระดับ HSPA+ ความเร็วสูงสุด 21Mbps เท่ากับ Galaxy S II ทดลองใช้กับซิม AIS ขึ้นสัญลักษณ์ H+ สอบถามจากคนที่ใช้งานกับเครือข่าย Truemove H ก็ขึ้น H+ เช่นกัน ฟันธงว่าใช้งานได้กับทุกเครือข่ายในประเทศไทยครับ

มัลติทัช และเบนช์มาร์ค

มัลติทัชรองรับสูงสุดที่ 10 จุด แต่ไม่เสถียรนัก ใช้งานจริงอยู่ที่ประมาณ 6-7 จุด และมีปัญหาลากนิ้วอยู่แล้วหลุดไปเฉยๆ ระหว่างการใช้ Swype เป็นบางครั้ง (น่าจะแก้ที่ซอฟต์แวร์ได้) ผลเบนช์มาร์คด้วยแอพฯยอดนิยมอย่าง Quadrant Advance ได้คะแนนราว 3500-3800 จุด คะแนนไปสูงตรงซีพียู และ I/O เป็นหลัก

ประสิทธิภาพ

การใช้งานโดยรวมของ Galaxy Note เรียกได้ว่าเป็นแอนดรอยด์ที่ลื่นมากเคียงคู่กับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S II ซึ่งต้องยกผลประโยชน์ให้กับชิป Samsung Exynos ความถี่สัญญาณ 1.4 GHz ที่ยังเป็นชิปตัวแรงต้นๆ ของตลาด การดูวิดีโอปราบเซียนอย่าง FullHD 1080 คุณภาพสูงสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหล (แนะนำให้ใช้ร่วมกับแอพฯที่รองรับการทำงานดูอัลคอร์อย่าง MX Video Player)

การเชื่อมต่อ GPS

Galaxy Note รองรับทั้ง GPS และ GLONASS ใช้งานจริงสามารถจับตำแหน่งได้ภายในเวลาไม่เกิน 30 วินาที ในสภาพต่อสามจี ประสิทธิภาพดีในระดับใช้งานได้จริงแบบคนใช้งาน Galaxy S ลืมฝันร้ายจากวันวานเก่าไปได้เลย

การใช้งาน/พกพาทั่วไป และแบตเตอรี่

ด้วยขนาดที่ใหญ่เกินมือถือทั่วไป ทำให้ Galaxy Note นับเป็นรุ่นที่พกพาได้ยากรุ่นนึง สำหรับผู้หญิงคงพอเก็บไว้ในกระเป๋าได้ แต่สำหรับผู้ชายที่ใส่กางเกงรัดหน่อย อาจจะยัดไม่ลงเลยก็ได้ รวมถึงการออกแบบให้เครื่องมีด้านกว้างพอสมควร (ราว 9 ซม.) ทำให้การใช้งานเครื่องด้วยมือเดียวจะลำบากพอตัว สำหรับคนมือเล็กอาจเอื้อมไปกดอีกด้านของจอไม่ได้ หรือเลื่อน Notification Bar ไม่ได้ อันนี้ต้องไปลองจับเครื่องจริงดูครับ

แบตเตอรี่ของ Galaxy Note เรียกเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งเลยก็ได้ ด้วยขนาดมโหฬารที่สุดแล้วถึง 2,500 mAh สามารถใช้งานพ้นวันอย่างสบายๆ จากการทดสอบสามารถใช้งาน tethering สามจีได้เกิน 5 ชั่วโมง และรันวิดีโอทิ้งไว้ได้ราว 8 ชั่วโมงด้วยกัน

กล้อง/วิดีโอ

กล้องของ Galaxy Note ความละเอียด 8 ล้านพิกเซลโดยฟังชั่นแล้วเท่าเทียมกับ Galaxy S II ทุกประการ แต่จากการใช้งานจริงพบว่ายังมีบางจุดที่ยังไม่ดีพอคือความเร็วชัตเตอร์ยัง ช้าเกินไป และไม่สัมพันธ์กับหน้าจอ สำหรับคนที่ยังไม่ชินน่าจะทำให้ถ่ายวืดไปได้หลายครั้งถึงจะรู้ตัว - -"

การถ่ายภาพพร้อมเปิดแฟลช: แฟลชของ Galaxy Note ถือว่าพอเหมาะ ใช้งานหวังผลในระยะ 1-2 เมตร เปิดโหมดอัตโนมัติแล้วยิงแฟลชไม่ทำให้สีเพี้ยนมากนัก ดูเทียบได้เลย (บนปิดแฟลช/ล่างเปิดแฟลช)

แต่ว่าการถ่ายรูปด้วยหน้าจอขนาดใหญ่แบบนี้มันเจ๋งจริงนะ เต็มตาดี :D

สรุป

ข้อดี

  • หน้าจอใหญ่ สีสันสดใส สามารถอ่านไฟล์ PDF ใหญ่ๆ เล่นเว็บได้โดยไม่ต้องซูม
  • งานประกอบ และวัสดุอยู่ในเกณฑ์ดี อาจไม่สมราคาไปบ้าง แลกกับน้ำหนักตัวเครื่องที่กำลังพอดี
  • แบตเตอรี่อึดมาก ถ้าใช้งานทั่วไปสามารถใช้งานข้ามวันโดยไม่ชาร์จได้สบายๆ
  • S-Pen ประยุกต์ใช้กับแอพฯ ได้ดี และน่าจะดีขึ้นหลังปล่อย S-Pen SDK
  • รองรับสามจีทุกค่ายในประเทศไทย

ข้อเสีย

  • ตัวเครื่องบานไป ถือมือเดียวให้มั่นคงได้ยาก และเหมาะกับการใช้งานสองมือมากกว่า
  • ปุ่มบนปากกา S-Pen อยู่ด้านล่างของปากกา และกลืนไปกับตัวปากกา กดยาก หายาก
  • กล้องยังไม่ดีพอ เทียบกับรุ่นก่อนหน้าอย่าง Galaxy S II
  • ฝาหลังปิดยากมาก
  • ขนาดหน้าจอไม่มาตรฐาน ใช้แอพฯได้น้อยกว่ารุ่นอื่น

จากการใช้งานระยะสั้นๆ พอจะบอกได้ว่า Galaxy Note ใกล้เคียงกับคำที่ซัมซุงเคลมไว้ว่าเป็น All-in-one Device เหมาะสำหรับคนที่ยังเลือกไม่ถูกว่าจะใช้สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตดี ราคาเปิดตัวอาจจะแพงไปหน่อยที่ 22,900 บาท แต่สิ่งที่เพิ่มมาจาก Galaxy S II คือชิปประมวลผลไวขึ้น (1.2 GHz เป็น 1.4 GHz) หน้าจอขนาดใหญ่ขึ้น ละเอียดขึ้น ปากกา S-Pen และแบตเตอรี่ใหญ่กว่าเดิมถึง 1000 mAh แต่พกพายากขึ้นนะ

New! Ford Ranger ท้าพิสูจน์ความประหยัดถังเดียวไปไกล 1673 กิโลเมตร

ค่ายรถยนต์ ford ส่งว่าที่กระบะใหม่ท้าพิสูจน์ความประหยัดโดยสามารถขับได้ระยะทางถึง 1,673 กิโลเมตรด้วยการเติมน้ำมันเพียงถังเดียว มีอัตราประหยัดน้ำมันเฉียด 20 กิโลเมตรต่อลิตร บนเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-พัทลุง

การทดสอบประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ในประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการนำเสนอรถที่มีอัตราการประหยัด น้ำมัน โดยการทดสอบในครั้งนี้ ได้เชิญ ผู้สื่อข่าวที่ได้รับการยอมรับ 4 ท่าน จากนิตยสารฟอร์มูล่า กรังปรีซ์ แหล่งรถยนต์ และสยามรัฐ รายสัปดาห์ ได้ร่วมทำการทดสอบความประหยัดน้ำมันของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่บริษัทกำหนดขึ้น โดยการทดสอบครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร. สายประสิทธิ์ เกิดนิยม อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ร่วมสังเกตการณ์และประเมินผล

ทดสอบประหยัด  New! Ford Ranger

ในการทดสอบ ผู้สื่อข่าวทั้ง 4 คนได้แบ่งออกเป็น 2 คู่ โดยคู่แรกขับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นโอเพ่นแค็บ 2.2 ลิตร XLT 4x2 และ อีกคู่หนึ่งขับฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นดับเบิลแค็บ 2.2 ลิตร XLT ไฮ-ไรเดอร์ โดยรถทั้งสองรุ่นติดตั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ระหว่างการเดินทางซึ่งใช้เวลาในการทดสอบต่อเนื่องกัน 3 วัน ผู้ขับและผู้โดยสารในรถทั้งสองคันสามารถผลัดกันขับได้ตามความเหมาะสมตลอด เส้นทาง

หลังจากที่เติมน้ำมันจนเต็มถัง ณ จุดเริ่มต้นของการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถังน้ำมันของรถได้ถูกปิดผนึกอย่างหนาแน่นก่อนจะเปิดเครื่องปรับอากาศที่ ตำแหน่งหมายเลข 2 และล็อกตำแหน่งดังกล่าวไว้ตลอดการเดินทาง รถทั้ง 2 คันเติมลมยางในระดับที่เหมาะสมสำหรับการขับแบบประหยัด หรือ Eco-mode ตามที่ระบุไว้ในคู่มือประจำรถ ขณะที่ผู้ขับขี่จะต้องรักษาระดับความเร็วเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตลอดการเดินทางบนเส้นทาง

ผลของการทดสอบขับ:

เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นโอเพ่นแค็บ 2.2 ลิตร XLT 4x2 เกียร์ธรรมดา 19.47 กิโลเมตร/ลิตร

เรนเจอร์ ใหม่ รุ่นดับเบิลแค็บ 2.2 ลิตร XLT ไฮ-ไรเดอร์ เกียร์ธรรมดา 18.18 กิโลเมตร/ลิตร

เส้นทาง: ผสมผสานการขับทางไกลและการขับในเมือง จากกรุงเทพฯ-พัทลุง-กรุงเทฯ

ความเร็ว: ความเร็วเฉลี่ย 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตลอดการเดินทาง

ระบบปรับอากาศ: ระดับความเย็นที่ 2 - เปิดแอร์ตลอดการขับขี่โดยล็อกปุ่มปรับความเย็นไว้

ฝาถังน้ำมัน: ปิดผนึกหนาแน่นตลอดเส้นทาง

ลมยาง: เติมในระดับที่เหมาะสมกับการขับแบบประหยัด (Eco-mode) ตามที่ระบุในคู่มือฯ

น้ำหนักบรรทุก: ผู้โดยสาร 2 คน (พร้อมกระเป๋าขนาดเล็ก 2 ใบ)

นาย สาโรช เกียรติเฟื่องฟู รองประธานฝ่ายการตลาด การขาย และการบริการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า ผลการทดสอบอย่างเป็นอิสระในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการประหยัด น้ำมันที่เหนือชั้นของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ฟอร์ดมีความมุ่งมั่นในการพลิกโฉมหน้าทางธุรกิจจากการดำเนินงานภายใต้แผน One Ford ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม ซึ่งรวมถึงการมีความสามารถในการประหยัดน้ำมันที่เหนือชั้น

ทดสอบประหยัด  New! Ford Ranger

ทั้งนี้ เครื่องยนต์ดีเซล ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ 2.2 ลิตร วีจี เทอร์โบ ของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ให้แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร และให้กำลัง150 แรงม้า ใช้เทอร์โบแปรผันควบคุมแรงดันอากาศได้อย่างแม่นยำ ให้แรงบิดสูงในรอบต่ำ ช่วยให้ขับขี่ได้อย่างมั่นใจและประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังของฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีตัวเลือกระบบส่งกำลังทั้งแบบเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด สำหรับเกียร์อัตโนมัติ ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบในการขับได้อย่างหลากหลาย ยังสามารถปรับการทำงานให้เหมาะกับสไตล์ของผู้ขับขี่ได้ด้วยระบบจดจำรูปแบบ การขับขี่ หรือ Driver Recognition ซึ่งจะคำนวณการขับขี่ในปัจจุบันและบันทึกสถิติการเหยียบคันเร่งและเบรก รวมทั้งความเร็วที่ใช้ในการเข้าโค้ง เพื่อให้ระบบส่งกำลังเลือกเกียร์ได้อย่างถูกต้อง


เชฟโรเลตฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยยอดจำหน่ายครูซครบ 1 ล้านคัน

เชฟโรเลต ได้รับของขวัญชิ้นพิเศษสุดในโอกาสฉลองครบ 100 ปี เมื่อ เชฟโรเลต ครูซ รถคอมแพกต์ซีดานระดับโลก ทำยอดจำหน่ายได้ครบ 1 ล้านคัน หลังจากเปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2552 และออกจำหน่ายในประเทศไทยในปี 2553

เชฟโรเลตฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยยอดจำหน่ายครูซครบ 1 ล้านคัน รูปที่ 1

“ถือเป็นของขวัญวันเกิดครบหนึ่งศตววรษที่ดี ที่สุดของเรา” คริส เพอร์รี่ รองประธานฝ่ายยุทธศาสตร์การตลาด จีเอ็ม โกลเบิล กล่าว “ความลงตัวของเชฟโรเลต ครูซ ทั้งสมรรถนะการขับขี่ สไตล์ ความสะดวกสบาย ความประหยัด และความปลอดภัย ดึงดูดลูกค้าทั่วโลกที่ได้ลองขับ และได้รับรู้ถึงความยอดเยี่ยมของครูซ”

เชฟ โรเลต ครูซ เป็นรถคอมแพกต์ซีดานที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในรอบ 10 เดือนแรกของปีนี้ในสหรัฐอเมริกา เหนือกว่าฮอนด้า โตโยต้า ฮุนได เกีย และฟอร์ด พร้อมกับมียอดขายอยู่ในอันดับสามในหลายภูมิภาค ทั้งจีน รัสเซีย อินเดีย และในหลายประเทศเศรษฐกิจใหม่ ปัจจบัน ครูซ มียอดขายอยู่ในอันดับสี่ ในเซกเมนต์นี้ และมียอดขายสูงสุดอันดับเจ็ดเมื่อรวมทุกเซกเมนต์

เชฟโรเลตฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยยอดจำหน่ายครูซครบ 1 ล้านคัน รูปที่ 2

ครูซ ได้รับการออกแบบ และพัฒนาโดยกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับโลกของจีเอ็ม สามารถทำยอดขายสูงสุดใน 10 ประเทศ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อปี 2552 ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา รัสเซีย แคนาดา เม็กซิโก อินเดีย ตุรกี เกาหลี อิสราเอล และสเปน

เมื่อปีที่แล้ว เชฟโรเลต ได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกาได้ราว 1 เปอร์เซ็นต์ จากลูกค้ากลุ่มมิลเลนเนียลส์ ซึ่งมีลักษณะเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มีกำลังซื้อ และสนใจติดตามเทคโนโลยี (Millennials) โดยยอดขายส่วนใหญ่มาจากเชฟโรเลต ครูซ ซึ่งนอกจากจะช่วยดึงลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังสามารถดึงดูดลูกค้าที่นำรถยี่ห้ออื่นมาแลกซื้อซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 42 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน ครูซ มีจำหน่ายอยู่ในมากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก และเป็นรถเชฟโรเลต ที่มียอดขายมากที่สุดในโลก ขณะที่ ครูซ เวอร์ชั่นแฮทช์แบ็ก 5 ประตู ได้รับการเปิดตัวไปแล้วในทวีปยุโรปเมื่อต้นปี

เชฟโรเลต ครูซ ยังสร้างชื่อเสียงจากรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลกอย่างเวิลด์ ทัวริ่งคาร์แชมเปี้ยนชิพ (WTCC) โดยสามารถคว้าแชมป์โลกทั้งประเภทผู้ผลิต และนักขับ ได้สองปีติดต่อกัน

เชฟโรเลตฉลองครบรอบ 100 ปี ด้วยยอดจำหน่ายครูซครบ 1 ล้านคัน รูปที่ 3

ขุมพลังขับเคลื่อนของเชฟโรเลต ครูซ มีหลากหลายบล็อก ทั้ง เครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร เทอร์โบอีโคเทคในสหรัฐอเมริกา และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตรในยุโรป สำหรับในประเทศไทย ครูซ มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร รวมถึงดีเซล 2.0 ลิตรด้วย ทั้งนี้ เชฟโรเลต ครูซ เครื่องยนต์ดีเซล จะได้รับการเปิดตัวออกจำหน่ายในตลาดอเมริกาเหนือในปี 2556

เพอร์รี่ กล่าวเพิ่มเติมว่า เชฟโรเลต ครูซ และรถซับคอมแพกต์อย่างเชฟโรเลต โซนิก และเชฟโรเลต สปาร์ก จะดึงลูกค้าที่มีอายุต่ำกว่า 30 ปี เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ 44 เปอร์เซ็นต์จะซื้อรถคอมแพกต์

สำหรับในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชฟโรเลต ครูซ เป็นหนึ่งในรุ่นรถที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยนอกจากจะขึ้นสายการผลิตในประเทศไทยแล้ว ยังผลิตที่เกาหลี จีน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

เปิดตัวแล้ว… Tata Nano ไมเนอร์เชนจ์ ปี 2012

กลับมาพบกันอีกครั้งกับข่าวสารวงการยานยนต์ วันนี้ทาง Thaicarlover.com มีข่าวรถยนต์ใหม่จากค่ายรถยนต์ Tata มาฝากเพื่อนๆ กันครับ โดยล่าสุด…

ที่ประเทศอินเดีย Tata Motors ได้ประกาศเปิดตัวรถยนต์ Tata Nano รุ่นปี 2012 ที่แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในด้านรูปร่างหน้าตา แต่ในเรื่องสมรรถนะ Nano รุ่นนี้ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นพอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องของเครื่องยนต์ซึ่งมีขนาดความจุกระบอกสูบ 624 ซีซี มีกำลัง และแรงบิดมากขึ้นกว่าเดิม 3 แรงม้า และ 3 นิวตันเมตร ตามลำดับ รวมเป็น 38 แรงม้า และ 51 นิวตันเมตร

Tata Nano 2012

Tata Nano 2012

ส่วนความเร็วสูงสุดทำได้ที่ 105 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในขณะที่อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 4.08 ลิตร/100 กิโลเมตร ประหยัดขึ้นกว่ารุ่นก่อนซึ่งมีอัตราสิ้นเปลืองฯที่ 4.23 ลิตร/100 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม อัตราการคายไอพิษเท่ากับ 92.7 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งถือว่าไม่ค่อยน่าประทับใจนักสำหรับรถเครื่องยนต์เล็กขนาดนี้

Tata Nano 2012 - Green Color

Tata Nano 2012 - Green Color

ส่วนการเปลี่ยนแปลงในส่วนอื่นๆ ได้แก่ ระบบกันสะเทือนปรับปรุงใหม่ที่มาพร้อมแอนตี้โรลล์บาร์ด้านหน้า พวงมาลัยได้รับปรับจูนใหม่ รวมถึงการเพิ่มระบบช่วยเบรคไฟฟ้าในทุกรุ่น

สำหรับราคา ทาทา นาโน จะอยู่ที่ 140,000 รูปี หรือประมาณ 84,000 บาท ซึ่งแม้ว่าจะถูกแค่ไหนก็ไม่ได้ช่วยทำให้ขายได้ตามเป้า เพราะตั้งแต่เปิดตัวมา บริษัทฯสามารถขายออกไปได้เพียง 130,000 คัน ยิ่งมาเจอปัญหารถเกิดเพลิงลุกไหม้ติดๆกันในปี 2010 ยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือในเรื่องคุณภาพตกลงไปอย่างชัดเจน

Tata Nano 2012 (Green Color) - 02

Tata Nano 2012 (Green Color) - 02

สำหรับในเมืองไทย Tata มีแผนเปิดตัว ทาทา นาโน ในงาน Motor Expo 2011 แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทั้งเรื่องของน้ำท่วมที่คนอาจจะสนใจกระบะมากขึ้น การไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการรถคันแรก ตลอดจนคุณภาพที่่ยังห่างไกลรถจากค่ายอื่นๆ กับราคาขายเท่าเดิม ต้องบอกว่า “ไม่ง่ายสำหรับ Nano!”

ด้านหน้า Tata Nano 2012

ด้านหน้า Tata Nano 2012

สุดท้ายนี้เว็บ Thaicarlover.com อยากให้เพื่อนๆ ร่วมเป็นกำลังใจให้ชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ หรือกำลังเตรียมการรับมือกับน้ำท่วม และน้ำท่วมรถ ให้สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกันครับ และถ้าเพื่อนๆ สามารถช่วยเหลือสิ่งใดได้ก็ขอให้ช่วยเหลือตามกำลังความสามารถครับ

สำหรับแฟนๆ ทาทา ในบ้านเราอาจจะต้องรอลุ้นว่าจะมีอะไรเด็ดๆ มาเปิดตัวที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โปร 2011 (Motor Expo 2011) ในปลายปีนี้ หรืองานมอเตอร์โชว์ 2012 (Motor Show 2012) ในต้นปีหน้าหรือไม่ ซึ่งอันนี้แฟนๆ Tata ต้องติดตามกันต่อไปครับ

2013 Nisan GT-R เร่งแรง 0-60 mph ใน 2.72 วินาที

เปิดตัวไปหมาดแล้วสำหรับสปอร์ตคาร์เวอร์ชั่นใหม่ตัวแรงของค่าย Nissan ที่มีการพัฒนาแรงม้าให้ตอบโจทย์ได้ดีขึ้น และมันเร้าใจยิ่งกว่าเดิม

2013 Nissan GT-R ม าพร้อมความแรงและเร้าใจมากขึ้นในเวอร์ชั่นที่มีการพัฒนาต่อเนื่องเป็นประจำ ทุกปี ที่ล่าสุดมันก็เบียดเอาเวลาที่สานาม Nurburgring เช่นเดียวกันกับ สิ่งที่จะชมต่อไปนี้ที่ทำให้คุณทึ่งและอาจจะมองหาสปอร์ตคันใมห่ที่เร้าใจ

2.72 วินาที คือเวลา สถิติ อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือมันเทียบเท่า 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่เป็นเวลาที่ดีที่สุดของรถรุ่นนี้นับตั้งแต่เคยมีการผลิตออกมา ซึ่งก่อหน้านี้มันทำเวลาที่ 2.84 วินาที แต่การทดสอบล่าสุดนี้มันทำได้ดีกว่า ทั้งนี้ การทำสถิตินั้นสามารถรับชมได้จากวีดีดฮข้า งล่า งและคงต้องยอมรับว่ า Nissan GT-R เป็นยอดรถสปอร์ตแห่งยุค


Porsche Panamera GTS ..ครอบครัวตัวแรงเสียบกลางความเร้าใจ

ในช่วงปีที่ผ่านมานั้นหากพูดถึง ความเครลื่อนไหวของตลาดกลุ่มรถซุปเปอร์คาร์ที่ดูแนวว่ามันจะเป็นการเปิดทิศ ทางใหม่ให้กับรถกลุ่มนี้นั้น คงไม่มีอะไรถูกใจคนรักครอบครัวไปกว่าการที่ค่ายรถชั้นนำเปิดเวอร์ชั่น 4 ประตูออกมาเทขายกันอย่างเป็นทางการในแบบสปอร์ตสุดขั้ว ท่พาหลายคนสนใจ

ค่ายรถยนต์ชั้นนำที่เราพูดถึงนั้น ก็ไม่พ้นค่ายอื่นใดนอกจาก Porsche ที่ทำเอาม้าลำพองดิ้นพล่านต้องเข็นรถตามออกมาเช่นเดียวกัน แต่หลังจากเปิดตัวและตัวแทนบ้านเราได้หอบเอา Porsche Panamera เข้ามาวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้ว เราจะพาไปรู้จักรถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวมาเสียบกลางระหว่างรุ่น S/4S กับ Turbo พันธุ์แรงแถวหน้าของรถรุ่นนี้

Porsche Panamera GTS

Porsche Panamera GTS เป็นการผสานความสปอร์นที่ทรงสมรรถนะกับความเป็นรถที่ดุดันมาไว้ในคันเดียว เน้นตอบโจทย์ความดุดันขาซิ่งฮาร์ดคอด้วยการเติมพลังอีก 30 แรงม้าและเรียกแรงบิดเพิ่ม 15 ปอนด์ต่อตารางฟุตในเครื่องยนต์ V8 4.8 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ จนมีกำลังรวมเพิ่มขึ้นสุงสุด 430 แรงม้า ที่ 6700 รอบต่อนาที และแรงบิด 384 ปอนด์ต่อตารางฟุต

การส่งกำลังนั้นเลือกใช้ระบบเกียร์ ซิ่ง ที่จัด Sport Chrono package มาให้ และให้เลือกสับสูงสุด 7 สปีดกับระบบคลัทช์คู่ทำให้รถมีอัตราเร่ง 0- 100 กม./ชม. ในเวลาราวๆเพียง 4.3 วินาที และพาเจ้าตัวใหญ่คันนี้ทะยานได้เร็วสุดที่ 286 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ช่วงล่างแบบ air suspension ถูกเติมเข้ามาให้ทำงานคู่กับระบบ Porsche Active Suspension Management (PASM) ซึ่งแม้จะดุไม่แตกต่างแต่ Porsche Panamera GTS นั้นให้ความสปอร์ตยิ่งกว่าด้วยความเตี้ยกว่าทุกรุ่นในตระกูล Panamera ถึง 10 ม.ม. มาพร้อมการเสริมความกว้างผ่านชุดสเปเซอร์ในล้อหลังอีกด้านละ 5 ม.ม. ลงล้อขอบ 19 ที่มาพร้อมยาง 255/45 ทางด้านหน้า และ 285 40 ทางด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีล้อขอบ 20 นิ้ว ให้เลือกที่มากับยาง 255/40 ทางด้านหน้าและ 295/30 ทางด้านหลัง

Porsche Panamera GTS

เรื่องการตบแต่ง Porsche Panamera GTS มีความแตกต่างจากพรรคพวกเล็กน้อย มีการเสริมช่องลมที่กันชนหน้าให้ใหญ่ขึ้นมากกว่าเดิม ที่มาพร้อม Package High Gross เป็นมาตรฐานจากโรงงาน ที่ยังมีการตบแต่งอีกหลายรายการ และที่โดดเด่นก็ไม่พ้นชุดรีดอากาศที่ยบั้นท้ายและ การตบแต่งที่เน้นโทนดำ ตั้งแต่ใบหน้าจนถึงท่อไอเสียที่บั้นท้าย

Porsche Panamera GTS

ด้านในห้องโดยสาร Porsche Panamera GTS ลงตัวกับการตบแต่งภายในก้วยหนัง Alcantera มาพร้อมเบาะสปอร์ตมีให้เลือกทั้งหมด 5 สี จัดการหุ้มตั้งแต่ที่พักแขน เบาะ ไปจนยันพวงมาลัย ซึ่งเน้นการตบแต่งให้สปอร์ตมากกว่ารุ่นทั่วไป และยังมีทางเลือกความสปอร์ตถ้าคุณชอบด้วยการตบแต่งสีดำ-แดงตามรสนิยมสปอร์ต

ทั้งนี้ Porsche Panamera GTS จะ เริ่มวางจำหน่ายในเร็วๆนี้ โดยเจ้าสปอร์ตในคราบรถครอบครัวคันนี้ยังไม่มีการเปิดเผยราคาออกมาอย่างเป็น ทางการแต่เดาได้เลยว่ามันมีราคาเสียบกลางในความสปอร์ตและหรูหราลง ตัว ส่วนเท่าไรนั้นรอความชัดเจนอีกที

เปิดแผงรถอเนกประสงค์..ปีหน้าตลาดคึกรอฤกษ์ขายในไทย

แม้บ้านเราจะน้ำท่วมที่พาหลายคน สะบักสะบอมไปตามๆกัน และหลังจากที่หลายคนนั้นเตรียมมองรถยนต์ที่ลงตัวมีความสามารถในการใม้งาน ประหยัด และที่สำคัญ ซื้อง่ายขายคล่องราคาไม่แพง จนมีคนจำนวนมาก มองและวิเคราะห์ว่ารถกระบะนั้นจะเป็นทางออกที่เหมาะสมและลงตัว แต่ถ้ามองให้ดีมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น เพราะปีหน้าอาจจะเป้นทีของรถอเนกประสงค์

อาจจะยังมาไม่ถึงบ้านเรา แต่ในงาน LA auto Show ที่อเมริกานั้นรถยนต์หลายรุ่นได้ทยอยเปิดตัวออกมาตามๆ กัน และหลังจากงานมอเตอร์โชว์ใหญ่ๆสง่ท้ายปีนี้ ที่ขณะนี้กำลังจะเป็นทีของ Tokyo motor show แต่เราก็พอเริ่มจะมองออกแล้วว่า ในปีหน้าค่ายรถยนต์ทั้งหลายนั้นน่าจะเล็งการลุยตลาดอเนกประสงค์ ที่เป็นประเด็นร้อนในต่างประเทศจนเราอยากให้ทุกคน

Chevrolet Captiva MinorChanged

ทดลองขับและเปิดตัวไปอย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อช่วง ปลายปีที่ผ่านมา แต่คำถามที่หลายคนโดดมาหาสายตรงมาถึงเราคือ มันไม่มีดีเซลหรือ และคำตอบนั้นก็ถูกตอบคำถามแล้วผ่านสื่อวิทยุที่ได้รับการยืนยันว่ามันมาแน่ และคาดว่าอาจจะใช้ห้วงเวลาในงาน Motor Expo 2011 เปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการ

Chevrolet captiva

Chevrolet Captiva ปรับโฉมใหม่นั้นมุ่งเน้นในการตอบสนองดีไซน์ให้ความดุดันมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อย่างชัดเจน เปลี่ยนความหรูหราให้ดูปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวขึ้น ทันสมัยสื่อสารตรงรุ่นผ่านกระจังหน้า Dual Port มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร และเครื่องดีเซล ที่เรายังอยู่ในระหว่างข้อมูลอย่างเป็นทางการ แต่แม้ฟังแล้วมันจะดูเหมือนเหล้าเก่าในชวดใหม่ แต่ความทันสมัยหรูหราที่บ่งชัดมากขึ้น ก็มองข้ามมันไปไม่ได้เลยทีเดียว

MAZDA CX-5

ถ้าหลายคนยังจำได้ Mazda ก็เป็นค่ายรถยนต์รายหนึ่งที่มีรถอเนกประสงค์ก่อนจะห่างหายไปตามกาลเวลา แต่มันก้สร้างความระทึกตั้งแต่งาน Frankfurt Motor Show ด้วยการเปิดตัว MAZDA CX-5 ใหม่ อย่างเป็นทางการที่เรียกใช้เส้นสายใหม่ล่าสุด Kodo Style ที่เหลือล้ำเกินกินของค่ายนี้

mazda cx-5

Mazda CX-5 ใหม่ มีข่าวมาโดยตลอดและมันเป็นหึ่งในรถที่น่าจะมาลงในตลาดบ้านเรา ที่กำลังมีการเติบโตในรถยนต์อเนกประสงค์อย่างต่อเนื่อง โดย Mazda CX-5 ใหม่นี้จะมาพร้อมดครื่องยนต sky Active ใหม่ ที่ให้ทั่้งสมรรถนะและความประหยัดที่ลงตัว ซึ่งเราควรจะจับตาให้ดี เพราะไม่นานนานนนี้แน่นอน แต่คงต้องรอกระบะใหม่เปิดตัวไปก่อน

Chevrolet Trail Blazer

คันนี้ขายแน่ปีหน้ากับอเนกประสงค์พันธุ์หรูที่พัฒนาจากกระบะ แต่มันก้ยังเป้นรถยนตืในกลุ่มอเนกประสงค์อยู่เหมือนกัน ความดุดันและหรูของ Trailblazer นั้นถูกวางหมากให้เอาใจขาลุยรักหรู ด้วสยดีไซน์ภายนอกที่ดูดีสง่าจากรถต้นแบบ และภายในที่ตอบโจทย์ได้หมดจดลงตัว ทั้งการนั่ง อำนวยความสะดวกและอรรถประโยชน์

Chevrolet Trailblazer

ใต้ฝากระโปรง Chevrolet Trailblazer จะมาพร้อมเครื่องยนต์ Duramax 2.8 ลิตร ตอบสนองสมรรถนะได้ดีทั้งเรื่องประหยัดและลงตัว ที่สำคัญ มันน่าจะเป็นรถคันที่ 2 ในตลาดกลุ่มนี้ที่จะลงไทย เพราะบ้านเราเป็นห้องคลอด ที่ลั่นกำหนดการมาไม่เกินช่วงเดือนมีนาคมปีหน้า


New! Ford Escape

ทันสมัยและลงตัวแม้อาจจะต้องรอนานกันหน่อย เพราะเพิ่งเปิดตัวไปในอเมริกา แต่ Ford Escape นั้นเป็นรถที่ยังได้รับความนิยมมาก และ การกลับมาของมันนั้นก็เน้นในการออกแบบมายิ่งขึ้น

2013 Ford Escape

การดีไซน์ของ Ford Escape ใหม่ ก้าวล้ำไปทางด้านเส้นสาย ที่ทันสมัยและลงตัวมากยิ่งขึ้น เน้นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่แตกต่างจากพันธมิตรด้วยการให้มิติที่ดุดันและหรูหรามากกว่า ขุมพลังใต้ฝากระโปรงนั้นก็มาพร้อมเครื่องยนต์ Ecoboost ที่เป็นการลดขนาดเครื่องยนต์ลงแต่ให้สมรรถนะที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนภายในพกเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ มาไว้อย่างพร้อมเพียง ซึ่งไฮไลท์เด็ดคือ การเปิดประตูฝาท้ายด้วย เซนเซอร์ตรวจความเคลื่อนไหว ช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น

New! Honda CR-V 2012

ค่าย Honda ก็ได้รับความสนใจจากบ้านเราไม่แพ้กัน และในระหว่างที่ค่ายรถรายนี้บอบช้ำมาก แต่เราก้ยังตามติดอเนกประสงค์ใหม่ Honda CR-V 2012 ที่เปิดตัวไปหมาดๆกัน

2012 new Honda CR-V

Honda CR-V 2012 นั้น อาจจะไม่ได้หวือหวามากมาย ถ้าเทียบกับคู่แข่งแต่รถ Honda ก็มีอะไรหลายๆ อย่างที่น่สนใจ และพร้อมจะลุยตลาดด้วยการนำเสนอสิ่งละอันพันน้อยไว้อย่างลงตัว ตั้งแต่การออกแบบ โดยเฉพาะภายในห้องโดยสาร ที่เน้นการใช้งานง่าย ตอบสนองผู้ใช้โดยตรง แต่ไฮไลท์เด็ด ที่เรามองข้ามไปไม่ได้ ปม้เครื่องยนต์อาจจะแทบพูดได้เต็มปากว่าบล็อกเดิม พร้อมคู่หูเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แต่ตัวเลข 185 แรงม้า ซดน้ำมัยเฉลี่ย 13 กิโลเมตรต่อลิตร นั้น ต้องเรียกว่าไม่ธรรมดาเสียแล้ว

ทั้งหมดนี้จะ เห็นได้ว่าค่ายรถยนต์หลายเจ้านั้น มีการปรับทับไว้แล้วสำหรับ ศึกตลาดอเนกประสงคืในปีหน้า ที่หลายคนอาจจะกำลังคิดว่าจะซื้อกระบะเผื่อน้ำท่วมอีกครั้ง แต่บางที รถอเนกประสงค์เองนั้น ก้สามารถตอบสนองโจทย์นี้ได้เช่นกัน แถมยังใช้งานได้หลากหลายขึ้นด้วย

สุดเจ๋ง Honda Civic 2012 Natural Gas เข้าวินรถพลังขียว 2011

หาพูดถึงหลากพลังงานทางเลือกที่ ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยในปัจจุบันแล้ว รถยนตืติดตั้งพลังงานทางเลือกอย่างแก๊ส ดูจะมีแรงที่หลายคนถามด้วยความหวังในการลดค่า่ใช้จ่ายทางพลังงาน และยังสามารถเดินทางได้ตามปกติเหมือนที่เคยเป็นมา

พลังงานทางเลือกแก๊สนั้นได้รับความสนใจอย่างมากจากหลายๆค่ายยานยนต์ชั้น นำ และในขณะที่คนไทยถอยรถไปติดแก๊ส แต่ที่ต่างประเทศรถยนต์ยอดนิยม Honda civic ก็มีเวอร์ชั่นแก๊สธรรมชาติวางจำหน่ายในชื่อ Honda Civic Natural Gas ที่ล่าสุดเพิ่งคว้ารางวัล Green Car of the year 2011 ในงาน LA Auto show 2011 ไปหมาดๆ

นาย รอน โคแกน บรรณาธิการและเจ้านิตยสาร Green Car journal เปิด เผยว่า Honda Civic Natural Gas เป็นรถที่เหมาะมากกับการเดินทางบนทางหลวงของอเมริกา และมันเป็นความพยายามที่นมนานของ Honda ในการพิชิตเรื่องของสิ่งแวดล้อมและความประหยัดทางด้านค่าใช้จ่ายในการเดิน ทางในรถของบริษัท

"ไม่เพียงแค่มันประหยัดเท่านั้น แต่ Honda Civic Natural Gas นั้นยังมีห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบายให้อัตราการซดน้ำมันที่น่าประทับใจ ทั้งยังดูดีในแบบของตัวมันเอง ที่สำคัญในเรื่องของมลภาวะปลายท่อไอเสียนั้นยังดีที่สุดและยากที่ใครจะ สามารถพิชิตคันนี้ได้"

ทั้งนี้มีการระบุว่าจากการทดสอบเพื่อค้นหา Green Car of the year ในอเมริกา ประจำปีนี้ สาเหตุที่ Honda Civic มีชัยเหนือคู่แข่ง 5 อันดับแรงที่มีทั้ง Mitsubishi i , Ford Focus Electric) หรือกระทั่งรถไฮบริด Toyota Prius V ไม่เว้นเครื่องยนต์ดีเซล Volkswagen Passat TDI มาจากตัวเลขระยะทางที่สามารถไปได้ไกลถึง 280 ไมล์ หรือ 448 กิโลเมตรต่อแก๊ส 1 ถัง ในขณะที่รถไฟฟ้านั้นอาจจะยังมีข้อจำกัดในเรื่องของระยะทาง และดีเซลกับไฮบริดนั้นยังต้องใช้นำมันในการเดินทาง ทว่าแก๊สธรรมชาติในสหรัฐอเมริกานั้นกลับมีราคาถูกกว่าน้ำมันถึง 30 %


จำนวนการดูหน้าเว็บรวม