Toyota RAV4 EV รอลุ้นอีกนิด เปิดตัวแน่!!!

กลับมาอีกครั้งกับข่าวสารแวดวงยานยนต์เกี่ยวกับรถอเนกประสงค์ ซึ่งคราวนี้เราจะมาพูดถึงรถยนต์จากค่ายยอดนิยมอย่าง Toyota กันบ้างครับ
ซึ่งล่าสุดทาง Thaicarlover.com ได้ข่าวมาว่า

ในต่างประเทศ… ใครที่เตรียมเก็บเงินซื้อรถอเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า Toyota RAV4 EV ซึ่งเป็นผลผลิตร่วมของ Toyota กับ Tesla Motors และซิตี้คาร์อย่าง Scion iQ EV คงต้องรอลุ้นกันอีกนิดหน่อย เพราะ โตโยต้า อาจจะต้องรอสรุปเรื่องพอร์ทชาร์จไฟเสียก่อน แต่แผนการขึ้นสายการผลิตของ โตโยต้า อาร์เอวี4 อีวี ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าเป็นปี 2012 ส่วน iQ อาจจะขายเป็นล๊อต สำหรับธุรกิจรถเช่าแบบ Car Sharing (เหมือนที่ Prius PHEV ทดลองวิ่งกับ Zipcar)

Toyota RAV4 EV

Toyota RAV4 EV

เมื่อไม่กี่วันมานี้ Geri Yoza ผู้จัดการฝ่ายวางแผนและการตลาดผลิตภัณฑ์พิเศษของ โตโยต้า กล่าวว่า โตโยต้า ไม่มีแผนการติดตั้งพอร์ทควิกชาร์จมาตรฐาน CHAdeMO ในรถรุ่นใดๆ ของ โตโยต้า จนกว่า SAE หรือ Society of Automotive Engineers จะสรุปอนาคตของพอร์ทมาตรฐาน J1772 ให้ลงตัวเสียก่อน

Logo Toyota EV

Logo Toyota EV

ช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา Craig Childers ผู้เชี่ยวชาญจาก CARB หรือ California Air Resources Board หน่วยงานผู้ดูแลรับผิดชอบเรื่องมลพิษในแคลิฟอร์เนียเผยว่า การหารือเรื่องที่จะใช้พอร์ท CHAdeMO ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพื่อให้รถไฟฟ้าทุกคัน ทุกยี่ห้อ สามารถใช้โหมดควิกชาร์จได้เหมือนกัน… ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะถูกบริษัทผู้ผลิตล๊อบบี้ให้ใช้พอร์ทเดียว เพื่อ ‘ความสวยงามในการออกแบบ’

Scion IQ EV

Scion IQ EV

นั่นนำไปไปสู่ข้อสันนิษฐานที่ว่า รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอาจจะเหลือเพียงแค่พอร์ทเดียว คือพอร์ท J1772 มาตรฐาน SAE และควรจะเป็นพอร์ทมัลติฟังก์ชั่น คือชาร์จได้ทั้งไฟบ้านปกติ และชาร์จไฟ Level 3 ในโหมดควิกชาร์จตามสถานีบริการได้ด้วย นั่นหมายถึง CHAdeMO อาจจะต้องระดมสมองอีกครั้ง เพื่อทำการ Retrofit พอร์ทของตนให้รองรับสถานีควิกชาร์จในอเมริกาด้วย

อย่าพลาดติดตามข่าวสารการเปิดตัวรถใหม่ รวมถึงความเคลื่อนไหวในวงการรถยนต์ทั้งไทย และต่างประเทศได้ใหม่กับ Thaicarlover.com ครับ

ก่อกำเนิดเกิด Ford Mustang

40 ปี ก่อนหน้านี้ ฟอร์ด มัสแตง ได้ถือกำเนิดขึ้นในโลกยานยนต์ ถือเป็นรถสปอร์ต ที่สามารถตอบสนองความต้องการของนักขับขี่ด้วยราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ Mustang คันเเรกจึงได้เปิดตัวสู่สาธารณชนในปี 1964 ในงาน New York World Fair ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่ดีเยี่ยมทำให้เป็นที่ถูกใจของนักขับ ชาวอเมริกันเป็นจำนวนมากและนับตั้งเเต่นั้นมา Mustang ก็เข้ามามีบทบาทในโลกยานยนต์มากขึ้นได้ฉายาว่าเป็นสุดยอดรถ Muscle Car ตั้งเเต่อดีตจนถึงเจเนอเรชั่นล่าสุด Mustang 2005 โดยหนังสือรถยนต์ ชื่อดังระดับโลกอย่าง Car&Driver ที่เลือก Mustang เป็น 1 ใน 10 รถยอดเยี่ยม (10 BEST) ปี 2005 โดยจัดให้เป็น "Best Muscle Car"

ฟอร์ดได้พัฒนา Mustang 2005 ขึ้นมาใหม่หมด ลบโครงสร้างเดิมเเล้วเปลี่ยนมาใช้การออกแบบใหม่ทั้งหมดมีเป้าหมายให้เป็น Mustang ที่ทำความเร็วได้สูงขึ้น ปลอดภัยยิ่งขึ้นและแน่นอนว่าจะต้องดูดีที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา ด้วยรูปทรงที่ดูกำยำ ด้วยการ ออกแบบเหมือนกับมีมัดกล้ามรอบคันจากตัวถังรถหรือซุ้มล้อที่โป่งออก ปราดเปรียวด้วยรูปทรงรถที่มีเส้นสายเฉพาะตัว ด้านหน้ายาวและหลังคาลาดลง ด้านท้ายที่เป็นเอกลักษณ์มาตลอดกว่า 40 ปี ซึ่งทำให้ดูทรงพลังและพร้อมจะทะยานไปข้างหน้าแม้ในขณะที่หยุดนิ่ง เพิ่มความดุดันด้วยไฟท้ายแบบ 3 ดวง ความยาวฐานล้อที่ถูกยืดออกมาอีก 6 นิ้ว นอกจาก จะทำให้รูปลักษณ์ภายนอกดูปราดเปรียวทรงพลังมากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสาร นั่งสบายมากขึ้น มีพื้นที่วางขา พื้นที่ว่างช่วงไหล่ และเหนือศีรษะ มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ Mustang 2005 ยังเป็นรุ่นแรกของวงการรถยนต์ ที่ผู้ขับขี่สามารถ เลือกโทนสีของไฟหน้าปัดได้เอง เพียงกดปุ่มและเลือกสีไฟที่ต้องการจาก 125 สีที่มีให้เลือกตามอารมณ์ บุคลิกหรือกิจกรรมที่ทำและพวงมาลัย 3 ก้านจับกระชับมือ

Mustang 2005 เป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักนิยมสปอร์ต คาร์ เเต่มีเครื่องยนต์ 2 ขนาดให้กับมัสแตง คือ วี 6 4.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 210 แรงม้า และ วี 8 4.6 ลิตร ที่ให้ กำลังสูงสุด 300 แรงม้า ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 40 แรงม้าเมื่อเทียบกับรุ่น 2004 และเพิ่มขึ้นถึง 50% จากรุ่นปี 1964 มี 2 ตัวถังให้เลือกคือ คูเป้และเปิดประทุน เกียร์มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดได้พัฒนาเกียร์ออโตเมติก 5 สปีด ใน Mustang ที่ทำให้ขับได้อย่างสนุกสนานกับความทรงพลังของเครื่องยนต์ใหม่ที่เรียกพลัง ได้ทันใจ พร้อมทั้งให้ความประหยัดสูงสุดเมื่อขับขี่ ทางไกล

ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ แมคเฟอร์สัน สตรัทรุ่นใหม่ พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังเป็นแบบคานแข็งที่เพิ่มประสิทธิภาพในการทรงตัว เกาะถนนเป็นเยี่ยมแม้ในขณะ เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ดิสก์เบรก 4 ล้อ เบรกเอบีเอส ยางขนาด 235/55 ขอบ 17 นิ้ว เพิ่มความมั่นใจให้กับทุกการขับขี่

นอกจากนี้ ฟอร์ดยังได้ติดตั้งระบบความปลอดภัยส่วนบุคคล หรือ Personal Safety System? ที่รวมสุดยอดเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยเพื่อให้ความอุ่นใจมั่นใจโดยเฉพาะ การปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารในกรณีการชนด้านหน้า ด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้าที่สามารถพองตัว ได้ถึง 2 แบบ คือในกรณีที่ชนอย่างรุนแรงและไม่รุนแรงมากนักที่ชนอย่างรุนแรงและไม่รุนแรง มากนัก

Ford Mustang at SEMA 2004 - Front Angle, 2005, 800x600, 1 of 14

http://www.ford.co.th

Aston Martin Lagonda – มาแน่แล้ว SUV สายพันธุ์อิตาเลี่ยน

ก็เหมือนกับค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ที่เคยผลิตรถยนต์ประเภทเดียวมาตลอด ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมสายการผลิต ให้ครอบคลุมมากขึ้นในหลาย ๆ กลุ่มลูกค้า อย่างเช่นค่าย Porsche จากเยอรมันที่ทำทั้ง SUV และ Saloon เพิ่มขึ้นมาจากเดิมที่จะผลิตออกมาเฉพาะรถสปอร์ต หรือแม้แต่ค่ายรถยนต์ระดับ Super Car อย่าง Lamborghini เองก็ยังเริ่มนำรถยนต์แบบ Saloon เข้าสู่สายการผลิตด้วยเลย

ครั้งนี้ก็เป็นคราวของค่ายรถยนต์จากเกาะอังกฤษนาม Aston Martin กันบ้าง ที่ได้เริ่มการเปลี่ยนแปลงจากการเป็นแบรนด์หรูที่ผลิตแต่รถยนต์ระดับ Super Car เท่านั้น มาเริ่มผลิตรถยนต์ระดับ Sub-Compact มาขายเมื่อไม่นานมานี้ และล่าสุดหลังจากที่มีข่าวออกมานานแล้ว และได้ทำการเปิดตัวให้ชมกันไปหลายปีแล้วตั้งแต่งานมอเตอร์โชว์ในเจนีวาปี 2009 กับ Aston Martin Lagonda รถยนต์แบบ SUV ระดับหรู ที่หวังชนกันกับ Porsche Cayenne หรือ Mercedes Benz M คลาสโดยตรง

โดยเจ้า SUV จาก Aston Martin นามว่า Lagonda นั้นจะใช้ชิ้นส่วนหลัก และแพลตฟอร์มเดียวกันดับ Mercedes-Benz M Class ตัวล่าสุดที่ใช้รหัสตัวถังว่า W166 และทาง Mercedes-Benz เองก็มีแผนจะผลิตรถยนต์รุ่น GL-Class ออกมาซึ่งจะมีความยาวมากกว่า M-Class โดยทาง Aston Martin ก็มีแผนจะขยายขนาดของเจ้า Lagonda ด้วยแพลตฟอร์มของ GL-Class ต่อไปอีกด้วย

ถ้าเป็นการใช้เครื่องยนต์ร่วมกันกับทาง Mercedes-Benz M-Class ด้วยล่ะก็ Aston Martin Lagonda นั้นก็คงจะได้รับมรดกเครื่องยนต์จาก AMG ขนาด 5.5 ลิตร V8 แบบเทอร์โบคู่ โดยแรงบิดนั้นสำคัญกับรถ SUV มาก ซึ่งน่าจะทำออกมาได้ประมาณ 515 แรงบิดเลยทีเดียว

ดู Notebook รุ่นนี้แล้วน้ำลายไหล

เปิดตัว… Mazda BT-50 กับชุดแต่งออฟโรดใหม่

กลับมาอีกครั้งแล้ว สำหรับข่าวสารวงการรถยนต์ คราวนี้เอาใจคนชอบรถกระบะนำข่าวเด็ดๆ จากค่าย Mazda มาฝากพี่ๆ น้องๆ กันครับ
ซึ่งล่าสุดทาง Thaicarlover.com ได้ข่าวมาว่า

Mazda Australia ได้เปิดตัวรถยนต์ Mazda BT-50 ที่มาพร้อมชุดแต่งออฟโรดจากโรงงาน มาให้ขาลุยโดยเฉพาะ พร้อมเผยภาพของกันชนหน้าทรงฮิต รูปทรงคล้ายสไตล์ ARB แต่ดีไซน์เข้ารูปกับทรงของ มาสด้า บีที 50 ใหม่ มาพร้อมบันไดข้างสำหรับรุ่น 4 ประตู

Mazda BT-50-Accessories

Mazda BT-50-Accessories

Bull Bar หรือกันชนหน้าทรง ARB นี้ ได้รับความนิยมทั่วโลก ซึ่งบ้านเราก็ฮิตไม่น้อย มีทั้งแบบนำเข้า และไทยทำเหมือน แต่ชุดกันชนหน้าของ BT-50 ใหม่ มร. ริว ยานางิซาวะ หัวหน้าทีมออกแบบได้ดีไซน์ออกมาอย่างกลมกลืนกับแนวเส้นของกระจังหน้า และไฟหน้า ด้วยการเอียงองศาอย่างเข้ารูป พร้อมปั๊มตรา Mazda มาให้เรียบร้อย โดยมี 2 สีให้เลือก คือ อะลูมิเนียม และดำด้าน

Mazda BT-50-Accessories-02

Mazda BT-50-Accessories-02

ส่วนความพิเศษจะอยู่ที่ กันชนชุดนี้จะทำงานร่วมกับถุงลมนิรภัย เมื่อได้รับแรงกระแทกในระดับที่เกิดอันตรายมากพอ ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก ADR – Australian Design Rules มาเรียบร้อย

ชุดแต่งกันชนหน้าแบบใหม่

ชุดแต่งกันชนหน้าแบบใหม่

และที่ขาดไม่ได้สำหรับคอออฟโรด ก็คือสปอตไลท์ ซึ่ง Mazda เลือกใช้บริการของบริษัทในพิ้นที่อย่าง LightForce ซึ่งได้รับความนิยมไม่แพ้ PIAA พร้อมขึ้นเสา ว. ย่าน UHF มาให้

นอกจากนี้ยังมีชุดกันชนหน้าขนาดเล็ก หรือ Nudge Bar (กันชนที่เป็นทรงตัว U คว่ำ), Side Steps (บันไดข้าง) ซึ่งจะเปิดตัวตามมาอีกภายในปีนี้ เรียกว่า Mazda ออสซี่เตรียมกินรวบอาฟเตอร์มาเก็ตแบบเนียนๆ เลยทีเดียว และในอนาคตของแต่งจากโรงงาน เมื่อกลายเป็นของมือสอง มักจะมีราคา และกลายเป็นของหายากเสมอ (ยกตัวอย่าง Roof Rack ของ Suzuki Jimny จากโรงงาน ทุกวันนี้หายากมาก)

สำหรับแฟนๆ Mazda ในบ้านเราคงต้องรอลุ้นว่า Mazda BT-50 กับชุดแต่งออฟโรด จะมาอวดโฉมที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โปร 2554 (Motor Expo 2011) ในปลายปีนี้หรือไม่ ซึ่งอันนี้แฟนๆ มาสด้า คงต้องติดตามกันต่อไปครับ

อย่าพลาดติดตามข่าวสารการเปิดตัวรถใหม่ รวมถึงความเคลื่อนไหวในวงการรถยนต์ทั้งไทย และต่างประเทศได้ใหม่กับ Thaicarlover.com ครับ

Honda Brio V MT ความสนุกลงตัว ที่สัมผัสได้

หลังจากทีมงาน eCAReasy ได้มีโอกาสร่วมทริปทดสอบในแบบ Group test ฮอนด้า บริโอ้มาแล้ว ซึ่งในครั้งนั้นได้ไปทดสอบกันถึงจังหวัดเชียงราย และถือเป็นครั้งแรกเลยที่เหล่าสื่อมวลชนสายรถยนต์ได้สัมผัสกับฮอนด้า บริโอ้ ทั้งในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดา หลังจากเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และครั้งนี้เราก็ได้รับโอกาสอีกครั้ง ที่จะได้นำฮอนด้า บริโอ้ รุ่น V MT มาทำการทดสอบในรูปแบบการใช้งานในชีวิตประจำวัน จะเป็นอย่างไร ลงตัวแค่ไหน ตามกันต่อเลยครับ

สำหรับฮอนด้า บริโอ้ รุ่น V MT ที่นำมาทดสอบนี้ ถือเป็นรุ่นกลาง ต่เป็นออพชั่น TOP สุดในรุ่นเกียร์ธรรมดา โดยรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกันกับตัว TOP สุดในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ด้านหน้าออกแบบให้สั้น เน้นความสปอร์ต ล้ำสมัย ส่วนด้านหลังออกแบบท้ายตัด พร้อมกระจกหลังบานใหญ่ จากที่มองดูรูปโฉมภายนอกเรียกได้ว่าออกแนวน่ารัก สปอร์ตเล็กๆอยู่เหมือนกัน

Honda Brio V MT

สำหรับภายใน เมื่อเปิดประตูเข้าสู่ห้องโดยสาร อยากจะบอกว่ามันไม่ได้แคบอย่างที่คิด เท่าที่สังเกตุหลายๆจุด น่าจะมาจากการออกแบบที่เน้นความกว้างขวาง อาทิ แนวของแผงข้างประตูจะโค้งเพื่อเพิ่มพื้นที่ด้านข้างของห้องโดสารให้ดูโปร่งขึ้น อีกส่วนที่ทำให้การนั่งโดยสารสะดวกสบาย และกว้างขวางขึ้น คือ การออกแบบเบาะนั่งคู่หน้าให้ด้านหลังเบาะมีความโค้ง ทำให้เพิ่มพื้นที่เวลานั่งโดยสารไม่ให้อึดอัด เรียกว่าทางทีมงานลองนั่งโดยสารกันแบบผู้ใหญ่ 5 คนแบบสบายๆ แต่ก็มีข้อติที่หลายคนบอกมาคือ พื้นที่เก็บของสัมภาระด้านหลังจะแคบไปสักนิด ก็อย่างที่รู้กันอยู่นะครับว่า ฮอนด้า บริโอ้ เป็นรถขนาดเล็กอีโคคาร์ การใช้งานส่วนใหญ่น่าจะเหมาะกับใช้งานในเมืองแบบสบายๆ ขนของบ้างเล็กน้อย ก็ถือว่าน่าจะเพียงพอแล้ว

มาต่อกันที่ขุมพลังของฮอนด้า บริโอ้ คันนี้กันบ้างใช้เครื่องยนต์ i-VTEC 4 สูบ ความจุ 1,200 ซีซี 90 แรงม้า สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิง E20 และประหยัดเชื้อเพลิงได้ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตร (ตามสเปกโรงงาน) ส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด พร้อมอุปกรณ์เสริมความปลอดภัยมาตราฐานครบ อาทิ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า พร้อมเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับอัตโนมัติ ระบบเบรก ABS พร้อม EBD ระบบล็อกป้องกันเด็ก ระบบกุญแจ Immoblizer และไฟเบรกดวงที่สามแบบ LED

Honda Brio V MT

การทดสอบในช่วงแรกนี้ ทีมงาน eCAReasy ได้ทดสอบโดยใช้เส้นทางในเมืองที่การจราจรที่ติดขัด สลับหยุดนิ่ง ฮอนด้า บริโอ้ รุ่น V MT สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างน่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเลนเพื่อแซง และแทรก ทำได้อย่างคล่องตัว และด้วยความที่เป็นรถที่ได้รับความสนใจของผู้ใช้รถอยู่แล้ว เวลาวิ่งไปทางไหน จะเปลี่ยนเลน หรือแทรกใครก็จะรับการเว้นที่ให้เจ้าฮอนด้า บริโอ้เสมอ ส่วนถามว่าการใช้เกียร์ธรรมดากับการจราจรที่ติดขัดในกรุงเทพฯมีปัญกาบ้างเปล่า ทีมงาน eCAReasy ขอบอกว่า ฮอนด้า บริโอ้ ตัวนี้ถือเป็นรถเกียร์ธรรมดาที่ขับขี่ง่ายคล่องตัว น้ำหนักการเหยียบคลัตช์ก็ไม่แข็ง แถมให้อัตราเร่งที่ทันใจดีในแบบเกียร์ธรรมดา แต่จะให้สบายแบบเกียร์อัตโนมัติคงไม่ใช่ โดยอัตราความสิ้นเปลืองที่วัดได้อยู่ประมาณ 15-16 กม./ลิตร ก็ถือว่าน่าพอใจกับการใช้งานในเมือง และอีกอย่างที่ลืมพูดถึงไป ในยามที่อยู่ในสภาพการจราจรที่ติดขัด คงไม่มีอะไรสบายไปกว่า ที่เรามีเพลงเพราะๆจากเครื่องเสียงคุณภาพดี จากช่อง USB และระบบปรับอากาศที่เย็นสบายที่มีให้ในฮอนด้า บริโอ้

Honda Brio V MT

ผ่านจากการทดสอบแบบการจราจรในเมืองแล้ว ถึงเวลาที่ทีมงาน eCAReasy จะพาฮอนด้า บริโอ้ไปลองวิ่งใช้งานกันแบบเดินทางไกลบ้าง ซึ่งในรถเล็กเหล่านี้จะชอบถูกพูดว่า "ออกต่างจังหวัด วิ่งทางไกล ไม่ได้หรอก" ทีมงาน eCAReasy เลยจัดให้ซะเลย... โดยใช้เส้นทาง กรุงเทพฯ - บางแสน ชลบุรี ซึ่งก็น่าจะเพียงพอกับการที่จะได้สัมผัสสมถรรนะของฮอนด้า บริโอ้ ต้องขอบอกก่อนว่าการเดินทางทดสอบในครั้งนี้มีผู้ร่วมทดสอบอีก 4 คน ตลอดเส้นทางการเดินทางเราก็พยายามจะลองอัตราการสิ้นเปลืองโดยใช้ความเร็วในการเดินทางอยู่ระหว่าง 100-110 กม./ชม. จะเห็นว่าความเร็วที่เราใช้ไม่ใช่รูปแบบที่ใช้ทดสอบความประหยัดอย่างที่อื่นเขาทำกัน แต่อย่างที่บอกไปแล้วครับว่า ทีมงาน eCAReasy ต้องการทดสอบการใช้งานแบบเดินทางไกลที่ใช้ในชีวิตจริง เลยเลือกเอาความเร็วดังกล่าวมาทดสอบ ซึ่งฮอนด้า บริโอ้ รุ่น V MT ก็ไม่ทำให้เราผิดหวังได้อัตราการสิ้นเปลืองเฉลี่ยประมาณ 19.6 กม./ลิตร อาจจะดูน้อยกว่าสเปกที่เคลมมาแต่อย่างที่บอกครับ นี่เป็นความเร็วใช้งานจริง นั่งโดยสารกัน 4 คน ได้อัตราการสิ้นเปลืองขนาดนี้ถือว่าน่าพอใจแล้วครับ แต่ถ้าใช้ความเร็วลดลงอีกรับรองได้ว่าเกิน 20 กม./ลิตร แน่นอน และในส่วนเรื่องอัตราเร่งของเครื่องยนต์ 1.2 ลิตรที่มากับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ก็สามารถเรียกใช้พละกำลังได้อย่างเต็มที ไม่ว่าจะเป็นช่วงเร่งแซง ก็เปลี่ยนเกียร์เรียกกำลังได้ทันที แต่ความเร็วท็อปสปีดอาจจะไม่มากเนื่องจากถูกล็อกความเร็วไว้ที่ประมาณ 145 กม./ชม.มาจากโรงงาน

Honda Brio V MT

อีกจุดที่ฮอนด้า บริโอ้ ทำได้น่าพอใจก็คือเรื่องของสมถรรนะของช่วงล่างที่เซตมาอย่างเกินตัวในรถขนาดอีโคคาร์ โดยฮอนด้า บริโอ้ให้ความคล่องตัว เกาะถนน ทั้งในทางโค้ง และทางตรง การบังคับควบคุมน้ำหนักพวงมาลัยกำลังดี พวงมาลัยจับกระชับมือวงเลี้ยวแคบสามารถกลับรถในซอยได้สบาย ส่วนที่หลายๆคนบ่นว่า ฮอนด้า บริโอ้ ไม่มีไล่ฝ้าหลังกับที่ปัดน้ำฝนหลัง ทางทีมงาน eCAReasy ก็มีโอกาสไว้ขับขี่ขณะฝนตกแรงๆ ก็ไม่มีปัญหาอะไร การมองเห็นก็ยังเป็นปรกติ แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ในเมื่อคู่แข่งในตลาดเขามีออฟชั่นนี้มาให้ รุ่นต่อไปของฮอนด้า บริโอ้ก็อย่าลืมจัดมาให้ครบๆแล้วกันครับ

สรุปที่ทีมงาน eCAReasy ได้ทดสอบฮอนด้า บริโอ้ รุ่น V MT ในรูปแบบต่างๆ ยังขอย้ำคำเดิมว่า "ขับสนุกจนลืมไปเลยว่ากำลังทดลองขับรถ ecocar เครื่อง 1200 ซีซี." ด้วยสมถรรนะช่วงล่าง การยึดเกาะถนน พละกำลังของเครื่องยนต์ 4 สูบที่มาพร้อมความประหยัดเชื้อเพลิง ถ้ามองมองข้ามออฟชั่นบางตัวที่ไม่มีไปได้...ฮอนด้า บริโอ้ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนอยู่เหมือนกันนะครับ...

ขอขอบคุณ :

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล ประเทศไทย จำกัด เอื้อเฟื้อรถยนต์ทดสอบ

ร้าน SweetSummer บางแสน ชลบุรี เอื้อเฟื้อสถานที่

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ www.ecareasy.com

Lamborghini คันนี้สวยมาก

















จำนวนการดูหน้าเว็บรวม